
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากร อยู่ระหว่างการทบทวนเกณฑ์กรณีตรวจพบการลักลอบนำเข้า หรือครองครองบุหรี่ไฟฟ้า และการลักลอบขนกัญชาออกจากประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเดิมที่เป็นการปรับตามมูลค่า ซึ่งจะมีเกณฑ์ค่าปรับตามมูลค่าสูงสุด 4 เท่าของราคาสินค้ารวมค่าอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 และริบของกลางทั้งหมด เปลี่ยนมาเป็นการปรับเป็นรายชิ้น
“เบื้องต้น วางเกณฑ์ว่าหากเป็นบุหรี่ไฟฟ้า จะปรับ 100 บาท/ชิ้น และกัญชา จะปรับ 3 หมื่นบาท/กิโลกรัม ซึ่งประเมินว่า จะสามารถประกาศใช้เกณฑ์ใหม่นี้ได้ ภายในเดือน เม.ย.69” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าว
พร้อมระบุว่า การแก้เกณฑ์ดังกล่าว เป็นอำนาจของอธิบดีที่จะสามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมองว่าเกณฑ์เดิมยังมีจุดอ่อน และในอดีตเคยได้รับการร้องเรียนว่ากรมศุลกากรประเมินราคาไว้ต่ำ อัตราโทษปรับจึงผันผวนตามการประเมิน และเมื่อมีการตรวจจับแล้ว จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งมีต้นทุนสูงมาก ดังนั้นจึงอยากจะแก้เกณฑ์เรื่องนี้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น
“วิธีการใหม่นี้ จะดำเนินการปรับกับผู้ที่ครอบครอง ณ ขณะนั้นทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ด้วย” อธิบดีกรมศุลกากร ระบุ
โดยในช่วง 4 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68 – ม.ค.69) พบว่า มียอดจับกุมบุหรี่ไฟฟ้าแล้วกว่า 2 แสนชิ้น และตรวจยึดกัญชาแล้ว 22 ตัน ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาค่าปรับตามเกณฑ์เดิม คือ การปรับตามมูลค่า และต้องมีการฟ้องร้องดำเนินคดี แต่เกณฑ์ใหม่จะพุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ที่ครอบครองสินค้าประเภทดังกล่าวในขณะนั้นเป็นหลัก เช่น เจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ที่ตรวจค้น เป็นต้น ไม่ได้พุ่งเป้าหมายไปที่ผู้ซื้อรายย่อย
“เป้าหมายในการปรับตามเกณฑ์ใหม่ คือ จะปรับคนที่ครองครอง ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้า หรือกัญชา ณ ขณะนั้นในเวลาที่มีการนำเข้า เช่น ถ้าค้นเจอในโกดังของผู้ประกอบการคนใด เมื่อไปตรวจพบว่าใครเป็นเจ้าของ ก็ต้องโดนปรับ คงไม่ได้รวมถึงกรณีรายย่อยที่มีการสั่ง และส่งผ่านขนส่ง เพราะเมื่อก่อนเราส่งดำเนินคดีทุกเคสที่ตรวจเจอ ซึ่งพบว่าไม่เวิร์ค บุหรี่ไฟฟ้า 5-10 ชิ้น การดำเนินคดีทางกฎหมายใช้ต้นทุนมาก ซึ่งไม่คุ้ม” อธิบดีกรมศุลกากร ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)





