
สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) เปิดเผยว่าจะระงับการจัดเก็บภาษีนำเข้าตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในวันอังคารนี้ (24 ก.พ.) หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย โดยการระงับเก็บภาษีครั้งนี้มีขึ้นพร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตราใหม่ที่ 15% โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายฉบับอื่น เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ถูกตีตกไป
ประเด็นสำคัญจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คืออาจทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องคืนรายได้จากภาษี IEEPA มูลค่ามหาศาลกว่า 1.75 แสนล้านดอลลาร์ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างอิงการประเมินของทีมนักเศรษฐศาสตร์จาก Penn-Wharton Budget Model ซึ่งใช้แบบจำลองคาดการณ์และพบว่า ภาษีดังกล่าวสร้างรายได้รวมเข้าประเทศสูงถึงกว่า 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน
ในด้านการปฏิบัติงาน CBP ได้แจ้งผู้ขนส่งสินค้าผ่านระบบส่งข้อความสำหรับสินค้านำเข้า-ส่งออก (CSMS) ว่า ทางหน่วยงานจะยกเลิกการใช้งานรหัสพิกัดอัตราภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งเดิมของปธน.ทรัมป์ ซึ่งอาศัยอำนาจตามกฎหมาย IEEPA โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EST) หรือเวลา 12.01 น. ตามเวลาไทย ของวันที่ 24 ก.พ.
อย่างไรก็ตาม CBP ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลว่าเหตุใดจึงยังคงจัดเก็บภาษี ณ ด่านนำเข้าประเทศต่อไปอีกกว่า 3 วันหลังศาลฎีกามีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว และในข้อความแจ้งเตือนก็ไม่ได้ระบุถึงแนวทางการคืนเงินภาษีแก่ผู้นำเข้าแต่อย่างใด โดยระบุเพียงสั้น ๆ ว่า “CBP จะแจ้งแนวทางเพิ่มเติมแก่ภาคธุรกิจผ่านระบบ CSMS ตามความเหมาะสม”
นอกจากนี้ CBP ระบุทิ้งท้ายว่า การระงับจัดเก็บภาษีครั้งนี้จะไม่กระทบต่อมาตรการภาษีอื่น ๆ ของปธน.ทรัมป์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงภาษีที่บังคับใช้ตามมาตรา 232 ว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และมาตรา 301 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





