
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดตัวโครงการ “Taxi ดีพร้อม” ว่า กรมการขนส่งทางบก ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับการให้บริการรถแท็กซี่สาธารณะให้มีความปลอดภัยและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตผู้โดยสารในยุคดิจิทัล และเพื่อแก้ปัญหาแท็กซี่ปฎิเสธผู้โดยสาร โดยใช้เป็นระบบยืนยันตัวตนและร้องเรียนแท็กซี่ผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ โดยระบบจะทำงานควบคู่กันระหว่าง “ผู้ขับขี่” และ “ผู้โดยสาร” ผ่านการติดสติ๊กเกอร์ QR Code รูปแบบใหม่ที่จะติดอยู่บนรถแท็กซี่มิเตอร์ทุกคัน
ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีรถแท็กซี่จดทะเบียนสะสมจำนวน 78,894 คัน โดยตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 69 ถึง วันที่ 20 ก.พ. 69 มีแท็กซี่ที่ติดสติ๊กเกอร์ QR Code แล้ว 8,132 คัน และมีผู้ขับรถแท็กซี่เข้าใช้งานแอปพลิเคชันแล้ว จำนวน 3,620 คน โดยตั้งเป้าจะติดตั้งบนรถแท็กซี่ให้ครบทุกคัน ภายในเดือน มิ.ย. 2569
สำหรับ สติ๊กเกอร์ QR Code จะแบ่งเป็น 3 สี ติด 3 จุด ของรถ คือ 1.สีม่วง สำหรับผู้ขับรถแท็กซี่ ยืนยันตัวตนก่อนขับรถ โดยติดบริเวณ มุมขวาบนของกระจกฝั่งผู้ขับรถ
2.สีน้ำเงิน สำหรับผู้โดยสารรถแท็กซี่ ใช้ตรวจสอบข้อมูลรถและผู้ขับขี่ คำนวณค่าโดยสารเบื้องต้น ประเมินความพึงพอใจและร้องเรียน โดยติดบริเวณ กระจกหน้าต่างรถฝั่งผู้โดยสารด้านหลัง
3.สีแดง สำหรับผู้โดยสารรถแท็กซี่ ใช้ร้องเรียนพฤติกรรมการขับขี่และการให้บริการ เช่นปฏิเสธผู้โดยสาร เก็บค่าโดยสารเกิน เป็นต้น โดยติดอยู่บริเวณกระจกหน้าต่างภายนอกรถแท็กซี่
โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE และขณะใช้บริการแท็กซี่ สามารถสแกน QR Code ที่ติดอยู่บริเวณกระจกหน้าต่างรถ (ทั้งภายนอกและภายใน) เพื่อตรวจสอบข้อมูลรถและผู้ขับขี่ ระบบจะแสดงภาพถ่ายคนขับ, ชื่อ-สกุล, ข้อมูลรถ, วันสิ้นอายุภาษี และสถานะใบอนุญาตขับรถ ทำให้ทราบทันทีว่าเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงสามารถคำนวณค่าโดยสารเบื้องต้น และประเมินความพึงพอใจและร้องเรียนพฤติกรรมผู้ขับขี่ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ หากพบปัญหา เช่น ขับรถประมาท หรือวาจาไม่สุภาพ หรือแม้แต่ปฎิเสธผู้โดยสาร ข้อมูลจะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบของกรมการขนส่งทางบก
ส่วนผู้ขับขี่รถแท็กซี่ จะต้องยืนยันตัวตนคนขับจริง (Driver Identity) โดยผู้ขับขี่ต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS NOTICE และทำการสแกน QR Code ประจำรถ เพื่อเริ่มขับรถก่อนให้บริการ เพื่อยืนยันว่าตนเองเป็นผู้ขับขี่ในช่วงเวลานั้นจริง และระบบจะมีการแจ้งเตือนให้ยืนยันตัวตนทุกๆ 4 ชั่วโมง

“กรมฯมีแอป DLT GPS NOTICE ที่ให้ผู้ขับขี่ ทั้งรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ สแกนยืนยันตัวตนโดยประยุกต์มาใช้ในระบบแท็กซี่ ร่วมกับสติ๊กเกอร์ QR Code ทำให้ติดตามตรวจสอบสถานะได้เรียลไทม์ จากเดิมผ่านระบบ GPS ซึ่งแท็กซี่จะมีต้นทุนค่าติดตั้ง โดยระบบ QR Code กรมฯ ใช้งบประมาณดำเนินการจำนวน 1.9 ล้านบาทในการจัดซื้อเครื่องพรินเตอร์เท่านั้น แต่สามารถ ยกระดับการบริการจากเดิมได้มากขึ้น”
ขณะที่ ผู้โดยสาร สแกน QR Code สามารถเข้าประเมินบริการ 4 หัวข้อ ได้แก่ 1.ความสะอาดตัวรถ 2.มารยาท 3. การขับขี่ 4. การแต่งกาย โดยกรมฯ รวบรวมประเมินผล หากแท็กซี่ ได้ 5 ดาวต่อเนื่อง จะมีรางวัลเพื่อจูงใจ เช่น ส่วนลดเบี้ยประกัน เป็นต้น ซึ่งตั้งแต่เริ่มติดสติ๊กเกอร์ QR Code แล้วกว่า 8 พันคัน พบว่า มีผู้โดยสารสแกนเรื่องความพึงพอใจมากว่า 3 พันราย ซึ่งมีทั้งชื่นชมและร้องเรียน

“ในการดำเนินโครงการ “Taxi ดีพร้อม” เป็นการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี มาให้บริการที่สร้างความเป็นธรรมกับผู้โดยสารและคนขับเองด้วย และคาดหวังว่าจะทำให้การปฎิเสธผู้โดยสารลดลง โดยปี 2568 มีการร้องเรียนบริการแท็กซี่กว่า 2,500 เรื่อง เทียบกับจำนวนรถ 7.8 หมื่นคัน ซึ่งหวังว่า Taxi ดีพร้อม ผ่าน QR Code เป็นการสร้าง มาตรฐานบริการใหม่ มีระบบติดตาม ซึ่งผู้ประกอบการแท็กซี่ให้ความร่วมมือ และจะทำให้การร้องเรียนลดลง ส่วนจะพัฒนาระบบแอปฯเรียกรถ นั้นจะต้องพิจารณาต่อไป เนื่องจาก ขบ.ไม่ต้องการทำธูรกิจแข่งกับเอกชน แต่จะพัฒนาเพื่อยกระดับบริการ”
นายสรพงษ์ กล่าวว่า ขอให้ผู้ประกอบการสหกรณ์แท็กซี่ และคนขับรถแท็กซี่ติดสติ๊กเกอร์ QR Code เพื่อลงทะเบียน และยืนยันตัวตนก่อนขับรถ
- หากพบว่า แกะหรือไม่ติดสติ๊กเกอร์เครื่องหมาย QR code ถือเป็นการไม่แสดงเครื่องหมายตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด มีโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท
- กรณีไม่ลงทะเบียน หรือสแกนเพื่อยืนยันตัวตนก่อนขับรถ มีความผิดตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง ให้แอปพลิเคชัน “DLT GPS-NOTICE” ในเครื่องสื่อสารซึ่งมีระบบหรือ เทคโนโลยีติดตามรถสามารถใช้แทนเครื่องบันทึกข้อมูล การเดินทางของรถสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสาร ไม่เกินเจ็ดคนได้ พ.ศ. 2568 ฐานไม่บันทึกข้อมูลการเดินทางของรถ หรือไม่ส่งข้อมูลตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งมีโทษตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





