
กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (24 ก.พ.) ว่า เรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจฯ ได้เรียกร้องสหรัฐฯ มิให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีญี่ปุ่นในระดับที่เสียเปรียบไปกว่าข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่มาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% ตามข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะมีผลบังคับใช้
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า อากาซาวะและโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ เห็นพ้องกันระหว่างการหารือทางโทรศัพท์เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) ที่จะเร่งดำเนินการตามข้อตกลงอย่างรวดเร็วและจริงใจ โดยญี่ปุ่นให้คำมั่นที่จะทุ่มเม็ดเงินลงทุน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่น
การหารือระยะเวลา 40 นาทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ประกาศโครงการลงทุนชุดแรกของญี่ปุ่นในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนนี้
กระทรวงฯ ระบุว่า อากาซาวะและลุตนิกได้ยืนยันร่วมกันที่จะจัดเตรียมรายละเอียดสำหรับการลงทุนชุดแรกเพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น รวมถึงตกลงที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป
ข้อตกลงทวิภาคีซึ่งบรรลุเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว กำหนดให้อัตราภาษีตอบโต้ที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บจากสินค้าญี่ปุ่น รวมถึงรถยนต์คงไว้ที่ 15% เพื่อแลกกับแพ็กเกจลงทุนมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์จากญี่ปุ่น
เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีของทรัมป์ที่เรียกเก็บจากคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ รวมถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับยาเฟนทานิลซึ่งบังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ
ต่อมา ทรัมป์ได้ประกาศมาตรการภาษีใหม่แบบครอบคลุมทุกรายการในอัตรา 10% โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่น ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในวันนี้ (24 ก.พ.) ตามเวลาสหรัฐฯ ก่อนที่เขาจะปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวสู่ระดับ 15% โดยไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงการบังคับใช้ภาษีนำเข้าในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)





