BLC เปิดแผนปี 69 จ่อเปิดโรงงานเพิ่มพร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาดสร้าง New-S Curve

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค [BLC] เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจของปี 69 คาดว่าในไตรมาส 4 นี้จะทยอยเปิดโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต รองรับแผนการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่

พร้อมกับมุ่งสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Aggressive Growth อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

(1) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม จากสินค้าเดิม เช่น เพิ่มจำนวนร้านขายยา และโรงพยาบาลในสินค้าที่กลุ่มบริษัทฯ มีอยู่แล้ว โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำกำไรได้มาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์

(2) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม โดยสินค้าใหม่ ซึ่งบริษัทฯ เตรียมวางจำหน่ายยาสามัญใหม่จำนวน 2 รายการ พร้อมรุกขยายพอร์ตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

(3) เพิ่มฐานลูกค้าใหม่โดยสินค้าเดิมของบริษัทฯ โดยมุ่งขยายสู่ฐานลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทฯที่วางไว้

“BLC ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการขยายกำลังการผลิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถควบคู่ไปกับเดินหน้า กลยุทธ์ Aggressive Growth มุ่งสร้าง New S-Curve ผ่านการเปิดตัวยาสามัญใหม่เพื่อผลักดันผลประกอบการให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเราให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินค้ากลุ่ม High Margin ทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ Preventive Care พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยาและสุขภาพครบวงจรอย่างยั่งยืน” ภก.สุวิทย์ กล่าว

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานปี 68 บริษัทมีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 1,667.5 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรสุทธิ 176.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) อาทิ กลุ่มเครื่องสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มแบรนด์ Clena EX และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีอัตราการเติบโตที่ 24.2% จากเทรนด์การดูแลสุขภาพในรูปแบบ Preventive ทำให้ผู้คนทั่วไปหันมารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นแตะ 58.6% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับ 10.6% จากการเดินหน้ากลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ในเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ภก.สุวิทย์ กล่าวว่า แม้จำนวนผู้ป่วยนอกจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 68 ส่งผลให้ความต้องการใช้ยาจากภาคบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของระบบปรับลดลงตามไปด้วย แต่บริษัทยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ให้มีอัตราเติบโต 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการสร้างการเติบโตที่ดี ท่ามกลางความท้าทายจากแนวโน้มการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยา

อย่างไรก็ดี คาดว่าความต้องการใช้ยาจะขยายตัวดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ยาสำหรับโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์จะทำให้เกิดการใช้ยาในโรงพยาบาลเอกชนให้กลับมาเพิ่มขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของผู้บริโภคยังผลักดันให้การซื้อยาผ่านร้านขายยาเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)