ตลาดรถเดือนแรกของปี ส่งออกต่ำสุดรอบ 45 เดือน สวนทางยอดผลิต-ขายโตรับ EV มาแรง

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า

ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนม.ค. 69 ส่งออกได้ 58,405 คัน ลดลง 6.28% จากเดือนม.ค. 68 ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค. 65 หรือในรอบ 45 เดือน จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพื่อส่งออก และความเข้มงวดในการนำเข้ารถยนต์ที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัย รวมทั้งการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอน ส่งผลให้ส่งออกรถยนต์ลดลงในตลาดเอเชีย ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาใต้

สำหรับมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 39,092.58 ล้านบาท ลดลงจากเดือนม.ค. 68 ที่ 5.68% โดยเครื่องยนต์และชิ้นส่วนส่งออกลดลง

 

ยอดผลิตโต 10.53%YoY รับยอดขายรถยนต์นั่งส่งออก-รถกระบะ/รถบรรทุกเพิ่ม

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนม.ค. 69 มีทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธ.ค. 68 ที่ 3.98% และเพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 68 ที่ 10.53% เพราะผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกเพิ่มขึ้น 46.56% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 153.57% รวมทั้งผลิตรถบรรทุกเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 76.18% ตามการลงทุนของภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4/68 และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 67-68 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5

ทั้งนี้ แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก เดือนม.ค. 69 ผลิตได้ 79,686 คัน เท่ากับ 75.71% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 68 ที่ 6.19% ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนม.ค. 69 ผลิตได้ 38,700 คัน เท่ากับ 24.29% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 68 ที่ 20.71%

 

ยอดขายโต YoY ตามเทรนด์รถ EV พุ่งส่วนกระบะยังลดล

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนม.ค. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 73,936 คัน ลดลงจากเดือนธ.ค. 68 ที่ 1.58% และ เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. 68 ที่ 53.77% เพิ่มขึ้นจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 68 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ส่งผลยอดขายรถยนต์นั่งและรถ SUV เพิ่มขึ้น 76.2% และ 93.6% ตามลำดับ จากม.ค. 68

แต่รถกระบะยังคงขายลดลง 5.5% จากม.ค. 68 เพราะสถาบันการเงินยังเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาคอุตสาหกรรมยังใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

 

ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดง  ทุบสถิติ

– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 45,668 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ปีที่แล้ว 210.43% และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 418,046 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 72.69%

– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 17,224 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ปีที่แล้ว 27.16% และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 621,949 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28.79%

– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,975 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค. ปีที่แล้ว 83.89% และนับถึงวันที่ 31 ม.ค. 69 มียอดจดทะเบียนสะสมจำนวนทั้งสิ้น 83,301 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 29.66%

“รถยนต์ไฟฟ้าเติบโต 228.24% จากปี 68 ที่อยู่ที่ 12,321 คัน ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกมา สะท้อนความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้ยอดขายดีขึ้น และยังส่งเสริมการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกด้วย” นายสุรพงษ์ กล่าว

 

ลุ้นรัฐบาลใหม่กระตุ้นลงทุน

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่รวมเสียงได้มาก ดูแล้วมีเสถียรภาพอยู่ครบ 4 ปี ก็จะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามามากขึ้น รัฐบาลต้องมีมาตรการจูงใจการลงทุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศไทย มีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น คนไทยจะได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ GDP เติบโตเกินกว่าที่คาดไว้ได้ พร้อมสร้างคนที่พร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ดาต้าเซนเตอร์ หรือ AI

 

จับตาปัจจัยเสี่ยงปี 69

สำหรับความเสี่ยงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 69 คือ ความเร็วและเสถียรภาพในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกัน ต้องติดตามว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 จะทันใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 69 หรือไม่ ส่วนปัจจัยภายนอก ต้องจับตาความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าโลกชะลอตัวลง รวมทั้งสิ้นส่วนซัพพลายเชนชะงัก ซึ่งทำให้การผลิตบางส่วนต้องชะงักลงได้

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเรื่องสงครามการค้าโลก รอดูมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีเท่ากันทั่วโลกที่ 15% ชั่วคราว 150 วัน โดยต้องติดตามว่าหลังจากนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)