ภาษีทรัมป์ 10% มีผลแล้ววันนี้ ท่ามกลางความสับสนทั่วโลก หลังศาลสูงสหรัฐฯ สั่งคว่ำภาษีเดิม

มาตรการภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วในเวลา 00.01 น. วันนี้ (24 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ท่ามกลางความสับสนที่เพิ่มขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางด้านการค้าของผู้นำสหรัฐฯ หลังจากศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยให้นโยบายชูโรงของเขาเป็นโมฆะ

อัตราภาษีใหม่นี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม โดยนำมาใช้แทนที่ “ภาษีตอบโต้แบบต่างตอบแทน” (Reciprocal Tariffs) ของทรัมป์ก่อนหน้านี้ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่คู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ รวมทั้งภาษีที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติดเฟนทานิลที่บังคับใช้กับสินค้าจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก โดยอาศัยกฎหมายภาวะฉุกเฉินยุคทศวรรษ 1970

การนำภาษีใหม่มาใช้แทนในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ศาลสูงสุดได้สั่งยกเลิกการเก็บภาษีแบบเหมาเข่งดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเสาหลักของนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของทรัมป์

ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากประกาศกำแพงภาษีใหม่ภายใต้กรอบกฎหมายอื่น ทรัมป์ ซึ่งอยู่ในอารมณ์โกรธจัด ได้กล่าวเมื่อวันเสาร์ (21 ก.พ.) ว่า อาจจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีเป็น 15% โดยไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด และยังส่งสัญญาณถึงการนำภาษีนำเข้าอื่น ๆ มาใช้เพิ่มเติมด้วย

แหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทำเนียบขาวกำลังเร่งร่างคำสั่งอย่างเป็นทางการเพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าทั่วโลกขึ้นเป็น 15% อย่างไรก็ตาม กำหนดการบังคับใช้อัตราภาษีที่สูงขึ้นนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ซึ่งความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีของทรัมป์กำลังสร้างความสับสนไปทั่วโลก ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ และบริษัทข้ามชาติต้องเร่งตรวจสอบข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่เดิมอย่างละเอียดเพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุด ขณะที่คู่ค้ารายใหญ่อย่าง สหภาพยุโรป (EU) และอินเดีย ได้ตัดสินใจระงับการเจรจาทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ทันที เนื่องจากความไม่แน่นอนในระดับสูง

อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) ทรัมป์เตือนคู่ค้าของสหรัฐฯ ว่าอย่าใช้ประโยชน์จากคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดที่ระบุว่าเขาใช้อำนาจเกินขอบเขตในการอาศัยกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2520 (International Emergency Economic Powers Act of 1977) เพื่อกำหนดภาษีเฉพาะประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประเทศใดก็ตามที่พยายาม “เล่นเกม” กับคำตัดสินนี้ จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่ “สูงขึ้นมาก” โดยเฉพาะประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย และประเทศที่บรรลุข้อตกลงเรื่องภาษีไปก่อนหน้านี้แล้ว

* กลไกทางกฎหมายและข้อยกเว้น

ในการบังคับใช้ภาษี 10% กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศครั้งนี้ ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี พ.ศ. 2517 (Trade Act of 1974) ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีได้สูงสุด 15% เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลดุลชำระเงินที่ “รุนแรงและใหญ่หลวง” อย่างไรก็ตาม ข้อกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้ใช้มาตรการนี้ได้เพียง 150 วัน เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติขยายเวลาจากรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้กฎหมายข้อนี้ในการเก็บภาษีมาก่อน

ขณะเดียวกัน ตามประกาศของทรัมป์เมื่อวันศุกร์ เขาได้ยกเว้นภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าที่จำเป็นบางรายการ ได้แก่ แร่ธาตุสำคัญ ผลิตภัณฑ์ด้านการบินและอวกาศ เนื้อวัว มะเขือเทศ และเวชภัณฑ์ รวมไปถึงสินค้าที่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ (USMCA) ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก

นอกจากนี้ มาตรการภาษีชั่วคราวดังกล่าวจะไม่มีผลกับสินค้านำเข้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีรายอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ซึ่งทรัมป์ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติในการจัดเก็บภาษีนี้นับตั้งแต่ที่เขากลับมารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีที่แล้ว เช่น รถยนต์และผลิตภัณฑ์เหล็ก โดยภาษีรายอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้รับอำนาจตามมาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าปี พ.ศ. 2505 (Trade Expansion Act of 1962)

อย่างไรก็ดี ภาษี 10% ที่ประกาศใช้และมีผลล่าสุดในวันนี้ จะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในภาษีเดิมที่บังคับใช้อยู่แล้วกับสินค้าอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่า ต้นทุนการนำเข้าของบางบริษัทอาจสูงกว่าช่วงก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย ทั้งนี้ ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับภาระจ่ายภาษีดังกล่าว ไม่ใช่ผู้ส่งออก และมีแนวโน้มว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ได้ยกกรณีของข้อตกลงทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ที่สองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ได้กำหนดภาษีเฉพาะประเทศที่อัตรา 15% สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นได้รับสิทธิพิเศษแบบ “ไม่เก็บภาษีซ้ำซ้อน” (no-stacking) ซึ่งหมายความว่าสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ 15% หรือสูงกว่า จะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ในขณะที่สินค้าอื่น ๆ จะถูกเก็บที่อัตรา 15%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)