ธปท. ลุยลดค่าธรรมเนียมแบงก์ ปรับเป็นมาตรฐานเดียว คาดเห็นความชัดเจนใน 2 เดือน

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดมาตรฐานค่าธรรมเนียมสถาบันการเงิน (Standardized Fee) ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน ค่าธรรมเนียมบางธุรกรรมมีความแตกต่างกันมากในแต่ละสถาบันการเงิน และจำนวนที่เก็บก็ต่างจากต้นทุนมาก ดังนั้นในหลักการส่วนนี้ จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรการในการปรับโครงสร้างให้มีความเหมาะสม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

ทั้งนี้ จะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1. Transaction Fee ซึ่งตรงนี้อาจจะเริ่มต้นที่ 10-15 ค่าธรรมเนียม ในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินก่อน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนและถอนเงินข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต, ค่าธรรมเนียมการขอ Statement และค่าธรรมเนียมการออกบัตร ATM เป็นต้น

2. SMEs Lending Fee เช่น ค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อของ SME, ค่าธรรมเนียมการเขียนเอกสาร และค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับในการขอรีไฟแนนซ์ เป็นต้น ที่ปัจจุบันแต่ละสถาบันการเงิน ยังมีความแตกต่างกันมาก โดย ธปท.จะเข้ามาดูแลเพื่อให้มีความเป็นกลาง เหมาะสม และสอดคล้องกับต้นทุนจริงให้มากขึ้น

“ยืนยันว่า ค่าธรรมเนียมจะต้องลดลงจากปัจจุบัน ตอนนี้อยู่ระหว่างหารือกับสถาบันการเงิน ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ ธปท.เข้ามาทำ เราจะเริ่มต้นจาก 10-15 ค่าธรรมเนียมก่อน ไม่ใช่กับค่าธรรมเนียมทุกตัว เอาแค่บางตัวที่เริ่มต้นก่อน เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการขับเคลื่อนในระยะต่อไป โดยหวังว่าใน 2 เดือนนี้ น่าจะเห็นอะไรที่ชัดเจนมากขึ้น และหากทำทัน ก็จะทำทันที ถ้าไม่ทัน ระยะเวลาบวก/ลบจะอยู่ระหว่างนั้น” ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุ

  • เล็งออกเกณฑ์ภายในกลางมี.ค. คุมถอนเงินเกิน 5 ล้านบาท ต้องแจง

พร้อมกันนี้ คาดว่าภายในไม่เกินกลางเดือนมี.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศเกี่ยวกับเกณฑ์ในการถอนเงินสดที่เกิน 5 ล้านบาท โดยกำหนดให้สถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบและสอบทานอย่างละเอียด (Due Diligence : DD) ว่ามีการถอนเงินไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด โดยยืนยันว่าหากเป็นการนำไปเพื่อทำธุรกิจปกติ ก็สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ไม่มีข้อจำกัดอะไร

นายวิทัย กล่าวว่า การออกเกณฑ์นี้ ถือเป็นหนึ่งในแนวทางป้องปรามการใช้เงินสด ที่อาจจะเป็นต้นตอของธุรกรรมไม่พึงประสงค์ที่มีการสงสัยกัน ซึ่งจะมีการประเมินและติดตามผลการดำเนินการอย่างใกล้ชิด และในระยะถัดไป อาจจะใช้เกณฑ์ดังกล่าวกับการฝากเงินสดในจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบ และตรวจทานอย่างละเอียดว่ามีการนำเงินมาจากแหล่งใด เพื่อป้องปรามเงินนอกระบบด้วยการเพิ่มความยากในการฝากและถอนเงินในจำนวนที่มากเกินไป

“อยากให้นึกภาพว่าคนปกติจะถือเงิน 5 ล้านไปทำอะไร คงไม่ใช่ จะซื้อที่ดิน จะซื้อรถ จะซื้อทอง มันใช้เงินโอน ใช้เช็คได้หมด และอยากย้ำว่าเกณฑ์ตรงนี้ หากเป็นคนทำธุรกิจปกติ เช่น SME จะไม่มีข้อติดขัดอะไรแน่นอน ถ้าสามารถแจ้งกับสถาบันการเงินได้ เพราะเรามองว่าเกณฑ์ตรงนี้จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ป้องปรามไม่ให้ตัวเงินสด ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์” ผู้ว่าฯ ธปท.กล่าว

พร้อมยืนยันว่า วงเงิน 5 ล้านบาทนั้น เป็นตัวเลขตั้งต้นเพื่อให้เกิดการปรับตัวในอุตสาหกรรม เพราะ ธปท. มองว่าหากวงเงินต่ำกว่านี้ เช่น 3 ล้านบาท อาจจะรุนแรงเกินไป จึงอยากให้ไปเจอกันตรงกลาง แต่ในอนาคตยอมรับว่ามีโอกาสที่อาจจะต่ำกว่า 5 ล้านบาท ลงมาเหลือ 3 ล้านบาทได้ โดยต้องรอประเมิน และดำเนินการเป็นช่วง ๆ ไป โดยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ของ ธปท.ที่กำลังดำเนินการ

ส่วนแนวทางกำกับธุรกรรมทองคำนั้น ได้มีการกำหนดวงเงินการซื้อขายทองคำสกุลบาทผ่านแพลตฟอร์ม ต้องไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม, ต้องมีการรายงานการซื้อขายทองคำตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป, ต้องรายงานการถือครองทองคำออนไลน์ (Stock) และต้องรายงานการถอนทองคำ (Physical Goal) มากกว่า 2 กิโลกรัม เป็นต้น เพราะต้องยอมรับว่าการขายทองมาก ๆ อาจจะ 3-4 วันใน 1 เดือน ก็มีผลทำให้เงินบาทแข็งค่าเกินจริง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)