หนี้โลกปี 68 พุ่งทำนิวไฮ 348 ล้านล้านดอลล์ หลังรัฐเร่งกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เปิดเผยรายงานเมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ระบุว่า หนี้สินรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 348 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 29 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นการขยายตัวรายปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ข้อมูล IIF ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้ส่วนใหญ่มาจากภาครัฐ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา โดยประมาณ 2 ใน 3 มาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเร่งใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง นำโดยจีน สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศยุโรป (EU)

แม้มูลค่าหนี้คงค้างเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สัดส่วนหนี้กลับลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มาอยู่ที่ 308% อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ หนี้สุทธิพุ่งแตะ 117 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 ดันอัตราหนี้ต่อ GDP ทำสถิติใหม่สูงกว่า 235%

IIF เปิดเผยว่า ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะเอื้อต่อการระดมทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญของประเทศ รวมถึงงบประมาณด้านกลาโหมและการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่การขยายตัวของหนี้ที่รวดเร็วก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัว และอาจทำให้บางส่วนของตลาดการเงินเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป

นอกจากนี้ IIF ชี้ว่า สภาพคล่องที่ดีขึ้นและความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ยังช่วยหนุนการออกตราสารในตลาดพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูง สินเชื่อเลเวอเรจ และการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ให้คึกคักขึ้น

ทั้งนี้ IIF เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงขาดดุลงบประมาณในระดับสูง และภาคธุรกิจยังระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง หนี้โลกอาจเพิ่มขึ้นอีกในปี 2569 โดยกลุ่มตลาดเกิดใหม่มีหนี้ครบกำหนดชำระมากกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระรีไฟแนนซ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับมือกับตราสารหนี้และเงินกู้ครบกำหนดชำระรวมกว่า 20 ล้านล้านดอลลาร์

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)