
กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ตกลงร่วมกันเมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ที่จะกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับ “ความปั่นป่วน” มากขึ้น ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงการตั้งกำแพงภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
กระทรวงฯ ระบุว่า ระหว่างการเจรจาที่กรุงปักกิ่ง ปธน.สีกล่าวว่า “ยิ่งโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนมากเท่าใด การที่ทั้งสองประเทศจะยกระดับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และผลักดันความก้าวหน้าใหม่ ๆ ในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีน-เยอรมนี ก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย”
ผู้นำจีนยังกล่าวด้วยว่า จีนและเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองและสามของโลก ควรเป็นผู้นำในการปกป้องลัทธิพหุภาคีและการค้าเสรี ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายกีดกันทางการค้า “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ของทรัมป์โดยนัย
กระทรวงฯ ระบุเสริมว่า ปธน.สียังได้เรียกร้องให้มีการทำงานร่วมกันเพื่อรักษาห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพและไม่เกิดการติดขัด
ด้านนายกฯ แมร์ซ ซึ่งเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการหารือกับปธน.สีว่า เขาได้ขอให้มีการแก้ไขปัญหาไต้หวันด้วย “สันติวิธี” พร้อมเรียกร้องไม่ให้จีนแผ่นดินใหญ่ใช้กำลังทหารเพื่อผนวกไต้หวัน
ผู้นำเยอรมนีเน้นย้ำว่า เยอรมนีและสหภาพยุโรป (EU) มีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน รวมถึงภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกโดยรวม พร้อมเสริมว่าเสถียรภาพในภูมิภาคที่ถดถอยลงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อยุโรปได้เช่นกัน
ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รัฐบาลปักกิ่งไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อรวมชาติกับไต้หวัน โดยจีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวันซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยได้แยกกันปกครองนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 2492
รัฐบาลเยอรมนีเปิดเผยว่า นายกฯ แมร์ซยังได้กล่าวกับปธน.สีว่า ทั้งสองประเทศควรรื้อฟื้นการปรึกษาหารือระหว่างรัฐบาลที่หยุดชะงักไปจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำในเยอรมนีและการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ผู้นำทั้งสองยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยปธน.สีเน้นย้ำว่ากุญแจสำคัญในการหาทางออกคือการเจรจาและการพูดคุยอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ในแถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชนหลังการประชุม ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนความพยายามในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพที่ยั่งยืน
เอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวซึ่งเผยแพร่ผ่านสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดกว้างในการเจรจา การแข่งขันที่เป็นธรรม และการเข้าถึงตลาดซึ่งกันและกัน
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน นายกฯ แมร์ซได้เริ่มต้นการเดินทางเยือนจีนเป็นเวลา 2 วัน ด้วยการเข้าพบหารือกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง โดยมีคณะผู้แทนภาคธุรกิจ 30 คน ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากค่ายรถยนต์รายใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจทวิภาคีที่ลึกซึ้งและเป็นธรรมมากขึ้น
สื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า นายกฯ จีนระบุว่า รัฐบาลปักกิ่งยินดีที่จะขยายการค้าและยกระดับความร่วมมือในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ยานยนต์และเคมีภัณฑ์ ตลอดจนสาขาเกิดใหม่ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และชีวเภสัชภัณฑ์
รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายกฯ หลี่และนายกฯ แมร์ซได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่สีเขียว ศุลกากร กีฬา และสื่อ
รัฐบาลเยอรมนีเปิดเผยว่า นายกฯ แมร์ซได้เรียกร้องให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีมีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นการอ้างอิงถึงการขาดดุลการค้าของเยอรมนีที่มีต่อจีน
เมื่อปีที่แล้ว จีนได้ก้าวขึ้นมาแทนที่สหรัฐฯ ในฐานะประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี โดยภาคยานยนต์ของเยอรมนีได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์
ทั้งนี้ นายกฯ แมร์ซถือเป็นผู้นำยุโรปคนล่าสุดที่เดินทางเยือนจีน ตามหลังประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสในเดือนธ.ค. และเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในเดือนม.ค.
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)





