เลือกตั้ง’69: พรรคส้ม ยื่นฟ้องอาญา กกต. ส่อผิด ม.157 ปมบัตรลงคะแนน ส่งผลเลือกตั้งไม่สุจริต

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยทีมทนายความ เดินทางไปศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยื่นฟ้องดำเนินคดีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในฐานะเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ละเว้นกระทำการ หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ประกอบมาตรา 164 ทำเครื่องหมายอันเป็นที่สังเกตได้ลงบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีโทษตามมาตรา 164

โดยขณะนี้ ศาลอาญาฯ ได้ลงเลขรับคดีไว้แล้ว และให้รอฟังคำสั่งอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีคำสั่งให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หรือจะมีคำสั่งให้รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง ภายใน 30 วัน ซึ่งหากมีการรับฟ้อง ก็จะต้องมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องต่อไป คาดว่าจะมีการนัดไต่สวนมูลฟ้องได้ภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ 24 มี.ค. 69

นพ.วาโย กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นจำนวนมาก และมีคดีตัวอย่างแล้ว คือ กรณีของ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. เมื่อปี 49 ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาเมื่อปี 58 โดยตนและทีมงานได้ศึกษาโดยละเอียด และนำข้อเท็จจริงมาปรับใช้ร่วมกันได้พอสมควร คดีนั้นศาลได้ตัดสินเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กกต. มาตรา 24 ประกอบมาตรา 42 ซึ่งหากเทียบเคียงกับกฎหมายปัจจุบัน คือ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ตามที่ฟ้องไป โดยคดีนี้อาจจะใช้เวลาต่อสู้กันอีกยาวนานถึงชั้นอุทธรณ์ และฎีกาแน่นอน คาดว่าน่าจะใช้เวลา 10 ปีจึงจะสิ้นสุดคล้ายกับกรณีของ พล.ต.อ.วาสนา

ส่วนที่หลายคนกังวลว่า มาตรา 157 มีความเป็นพิเศษ นอกจากการแสดงเจตนาโดยทั่วไปแล้ว โจทก์จะลองสืบให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษที่ซ่อน เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งไม่ง่าย คดีตัวอย่างตอนปี 58 ก็ไม่ได้มีการตัดสินตามมาตรา 157 จึงมีความจำเป็นที่ต้องฟ้องตาม พ.ร.ป.กกต. มาตรา 69 ประกอบด้วย ซึ่งน่าจะสามารถรองรับได้

เมื่อถามถึงความแตกต่างของการยื่นฟ้องคดีครั้งนี้ จากการยื่นฟ้องคดีตามช่องทางอื่น ๆ นพ.วาโย กล่าวว่า การยื่นกับผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นเรื่องของการให้เหตุการณ์และข้อเท็จจริงนี้ ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยคดีอาญา หรือหากไปที่ศาลปกครอง ก็จะมีอำนาจเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครอง สั่งให้มีการเลือกตั้ง หรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ หรือลงคะแนนใหม่ ส่วนที่พวกตนมาที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางในวันนี้ คือ คดีอาญา ส่วนเรื่องจะมีการรวมสำนวนหรือไม่ เป็นไปตามดุลพินิจของศาล แต่ไม่ใช่การฟ้องซ้ำซ้อนแน่นอน เพราะผู้เสียหายเป็นคนละคนกัน

นพ.วาโย กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมือง มีทั้งในเรื่องของการเลือกตั้ง และความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่พรรคการเมืองมีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เพื่อส่งผู้แทนราษฎรลงเลือกตั้ง เสนอนโยบาย และให้ประชาชนเลือกเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชน มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางเศรษฐกิจ มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มีการใช้บุคลากรจำนวนมาก ย่อมมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรง และไม่ลับ

ส่วนกรณี กกต. กทม. ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อประชาชนนั้น นพ.วาโย กล่าวว่า มองว่า กระทำของ กกต.ดังกล่าว เสี่ยงต่อมาตรา 157 เพราะ กกต. มีสิทธิที่จะสามารถใช้ดุลพินิจในการฟ้องร้องบุคคลใดหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้เป็นหน้าที่หรือมีกฎหมายบังคับเฉพาะว่าเมื่อเกิดเหตุนี้แล้วต้องทำ ซึ่ง กกต. ต้องประเมินว่าการฟ้องคดีนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่

“จะเอาการกระทำนี้ของ กกต. ไปแก้ฟ้องเพิ่มเติมภายใน 15 วัน เพื่อใส่เข้าไปเพิ่มเติมว่า การกระทำแบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าทำแล้วจะไม่ผิด 157 แต่ทำแล้วจะโดน 157 มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดผลเสียต่อผู้หนึ่งผู้ใด การที่ กกต. ดำเนินคดีฟ้องประชาชนที่มาพิสูจน์ความผิดปกติ แต่กลับไม่ตั้งคณะกรรมการตามอำนาจของตัวเองในการไต่สวนเรื่องราวดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่า กกต. มีการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเมื่อปี 49” นพ.วาโย กล่าว

พร้อมระบุว่า ขณะนี้เป็นการยากมาก ที่ประชาชนจะทำอะไรกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และเป็นอีกครั้งที่ประชาชนเห็นได้อย่างประจักษ์ชัดเกี่ยวกับอำนาจ และหน้าที่ขององค์กรอิสระ และเห็นได้ชัดว่าองค์กรอิสระไม่มีความยึดโยงกับประชาชน และไม่มีกลไกใดในการเข้าชื่อหรือแสดงออกในการคัดค้าน หรือถอดถอนองค์กรอิสระได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)