TATG บีบต้นทุนดันกำไรปี 68 โตสวนทางรายได้หด ปักธงปี 69 ดีดขึ้น 10% รับอานิสงส์ Hybrid-EV บุกไทย

นายพยุง ศักดาสาวิตร ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย [TATG] เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดปี 68 บริษัทมีกำไรสุทธิ 76.21 ล้านบาท เติบโต 5.99 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.53% จากปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากความสำเร็จในการบริหารจัดการโครงสร้างต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนขาย ต้นทุนบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวม 2,610.43 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย

รายได้หลักของบริษัทมาจากสัญญากับลูกค้าปรับลดลง 3.37% สาเหตุหลักจากการชะลอตัวของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องมือที่ลดลง 8.51% สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อและปริมาณคำสั่งซื้อจากลูกค้า

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการและการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ ค่าต้นทุนขายและบริการ ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหาร ที่ปรับตัวลดลงสอดรับกับปริมาณงาน ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ ของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นายพยุง กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 69 ยังมีทิศทางการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวแบบรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับกลยุทธ์และมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร ซึ่ง TATG ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังได้เสริมแกร่งสายงานการผลิตด้วยการศึกษาและพัฒนาในการนำเทคโนโลยี AI Automation เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ครอบคลุมถึงความแม่นยำในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การประกอบชิ้นส่วน การตรวจสอบคุณภาพ และการจัดการคลังสินค้า ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่เสมอ

ขณะเดียวกันในปี 69 ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่มาจากนโยบายภาครัฐ จากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้คาดการณ์เป้าหมายการผลิตรถยนต์ไว้ที่ประมาณ 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 อีกทั้งมีการคาดการณ์ปัจจัยหนุน ที่มาจากการผ่อนคลายความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อจากสถาบันการเงิน และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อรถยนต์ภายในประเทศ

รวมถึง โอกาสของการเปลี่ยนรุ่นของรถยนต์แบบ Hybrid (HEV) ส่งผลให้มีความต้องการในการออกแบบและผลิตแม่พิมพ์ใหม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในหลายบริษัทที่ตั้งในประเทศไทยได้มีการเดินสายการผลิตในไทยอย่างเต็มตัว จึงเป็นโอกาสในการทำธุรกิจ และเพิ่มกำลังการผลิตของ TATG อย่างมีนัยสำคัญในปี 69 โดย TATG ตั้งเป้าการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ควบคู่กับการพัฒนาการด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)