
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ดิทโต้ (ประเทศไทย) [DITTO] เปิดเผยว่า ผลประกอบการของ DITTO และบริษัทย่อย ในรอบปี 68 มีรายได้จากการขายและบริการ 3,169.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 736.76 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 30% มีกำไรสุทธิ 599.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140.95 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน ซึ่งในปี 68 บริษัทฯยังสามารถรักษาระดับการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง All Time High ทั้งรายได้และกำไรสุทธิสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 4/68 บริษัทฯมีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 737.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 133 .95 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 22% และมีกำไรสุทธิ 107.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 17.68 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 20%
ในปี 68 บริษัทฯมีรายได้หลักมาจากการขยายตัวของธุรกิจวิศวกรรมด้านเทคโนโลยีในโครงการของหน่วยงานราชการ ควบคู่กับธุรกิจบริหารจัดการเอกสารและระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ขยายฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทฯได้ลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท โกรโปร คอนซัลติ้ง แอนด์ เซอร์วิสเซส จำกัด (Growpro) ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจบริหารจัดการข้อมูลของบริษัทฯ พร้อมรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในอนาคต โดยบริษัทฯได้ร่วมพัฒนาและสร้าง Solution กับพันธมิตร เช่น บมจ.เน็ตเบย์ [NETBAY] เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน
นายฐกร กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับแนวโน้มปี 69 บริษัทฯตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 15-20% เหตุที่ต้องรักษาการเติบโตระดับนี้ เนื่องจากฐานรายได้บริษัทฯกว้างขึ้น คาดว่าหลังจากที่ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยและรัฐบาลมีเสถียรภาพดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าในปี 2569 บริษัทฯจะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากบริษัทฯได้ดำเนินธุรกิจส่วนหนึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐ
“สำหรับ DITTO นอกจากจะให้ความสำคัญกับการเติบโตของธุรกิจอันเป็นภารกิจหลักแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โปร่งใส โดยในปี 2568 บริษัทฯได้รับคะแนนประเมินจากโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2568 หรือ CGR 2025 ระดับ 5 ดาว หรือ ดีเลิศ จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) และได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating ประจำปี 2568 ที่ระดับ “AAA” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รางวัลดังกล่าวแสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยยึดหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล) และสะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีธรรมาภิบาลโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน” นายฐกร กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)





