
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศในวันนี้ (27 ก.พ.) ว่าได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในบริษัท ราพิดัส คอร์ป (Rapidus Corp.) โดยครองสิทธิออกเสียง (Voting Rights) 11.5% ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในการผลักดันให้เกิดความมั่นคงด้านอุปทานเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศ
การเข้าถือหุ้นครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้อัดฉีดเม็ดเงิน 1 แสนล้านเยน (640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) แลกกับสัดส่วนการถือหุ้น 40% ในราพิดัส ซึ่งรวมถึงหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียงแต่สามารถแปลงสภาพได้หากธุรกิจของบริษัทเข้าขั้นวิกฤต ส่งผลให้ยอดการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐ-เอกชนในบริษัทผู้ผลิตชิปแห่งนี้พุ่งแตะ 2.676 แสนล้านเยน โดยมีองค์กรชั้นนำอีก 32 แห่งร่วมถือหุ้นด้วย เช่น ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป (SoftBank), โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota) และ โซนี่ กรุ๊ป (Sony)
นอกจากนี้ รัฐบาลยังถือ “หุ้นทองคำ” (Golden Share) ซึ่งให้สิทธิยับยั้ง (Veto) การตัดสินใจสำคัญ ๆ ของฝ่ายบริหาร ในขณะที่รัฐบาลกำลังยกระดับการสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรับประกันว่าจะสามารถจัดหาสินค้าสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างชิปคอมพิวเตอร์ได้อย่างมั่นคง
เรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) แถลงต่อสื่อมวลชนว่า “นี่คือองค์ประกอบสำคัญสำหรับการลงทุนเพื่อการเติบโตที่ภาครัฐให้การสนับสนุน และเป็นโปรเจกต์ระดับชาติที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”
กระทรวงเศรษฐกิจฯ ยังมีแผนเตรียมอัดฉีดเงินทุนเพิ่มเติมอีก 1.5 แสนล้านเยนในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2570 เพื่อซื้อหุ้น ซึ่งอาจดันให้รัฐบาลมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นแตะระดับ 60% หลังการแปลงสภาพ
บริษัท ราพิดัส คอร์ป ก่อตั้งขึ้นในปี 2565 จากการรวมตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่ 8 แห่งที่ร่วมกันลงทุนเบื้องต้น 7.3 พันล้านเยน โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเริ่มผลิตชิปขั้นสูงขนาด 2 นาโนเมตรในปริมาณมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ภายใต้ความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับบริษัท ไอบีเอ็ม (IBM) เพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไร้คนขับ
จนถึงขณะนี้ รัฐบาลได้เบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาให้แก่ราพิดัสไปแล้ว 1.7 ล้านล้านเยน และวางแผนจะให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมอีกราว 6.3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมี.ค. 2570 และอีก 3 แสนล้านเยนในปีถัดไป
แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยกับสำนักข่าวเกียวโดว่า ธนาคารรายใหญ่ 3 แห่งของญี่ปุ่น ได้แก่ MUFG, SMBC และมิซูโฮ (Mizuho) กำลังพิจารณาทยอยปล่อยสินเชื่อในวงเงินสูงสุดถึง 2 ล้านล้านเยน โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้ค้ำประกัน เนื่องจากราพิดัสยังต้องการเม็ดเงินอีกกว่า 7 ล้านล้านเยนสำหรับการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการเดินสายพานการผลิตชิปเทคโนโลยีขั้นสูงขนาด 1.4 นาโนเมตรในอนาคต
ทั้งนี้ การลงทุนของรัฐบาลดำเนินการผ่านองค์กรส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IPA) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารอิสระภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจฯ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ก.พ. 69)





