
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงเมื่อวันอาทิตย์ (1 มี.ค.) ว่าได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือดังกล่าว
แถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าวทางการ Sepah News ของ IRGC ระบุว่า ทางกองกำลังยังได้พุ่งเป้าโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน โดยระบุว่าการโจมตีฐานทัพอากาศ อาลี อัล ซาเลม (Ali Al Salem Air Base) ในคูเวต ส่งผลให้ฐานทัพดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้อย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ ยังได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน 3 แห่งที่ฐานทัพเรือ โมฮัมเหม็ด อัล-อาหมัด (Mohammed Al-Ahmad) และโจมตีศูนย์บัญชาการรวมถึงศูนย์สนับสนุนของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรน
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าฐานทัพสหรัฐฯ อีกแห่งหนึ่งในบาห์เรนถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธทิ้งตัว จำนวน 2 ลูก โดย IRGC อ้างว่าการโจมตีในครั้งนี้ส่งผลให้มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวม 560 นาย อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมายืนยันตัวเลขความสูญเสียดังกล่าว
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ภายหลังการประกาศของอิหร่าน อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ได้เรียกร้องให้บริษัทเดินเรือใช้ “ความระมัดระวังขั้นสูงสุด” และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหากสามารถทำได้ พร้อมย้ำเตือนว่าเสรีภาพในการเดินเรือถือเป็น “หลักการพื้นฐานของกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ”
ปฏิบัติการโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายรายเสียชีวิต จนนำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตอบโต้ของอิหร่านต่อเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





