
เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลียเผยในวันนี้ (2 มี.ค.) ว่า มีพลเมืองออสเตรเลียราว 115,000 คนอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้เที่ยวบินเข้า-ออกหลายประเทศถูกยกเลิก
หว่องให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า รัฐบาลกลางกำลังรอความชัดเจนเกี่ยวกับการกลับมาให้บริการของเที่ยวบินพาณิชย์ในภูมิภาค ก่อนพิจารณาจัดเที่ยวบินพิเศษรับพลเมืองที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ
หว่องระบุว่า ด้วยจำนวนประชาชนในภูมิภาค การอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ จะเป็นวิธีที่ทำให้ประชาชนกลับประเทศได้รวดเร็วที่สุดในขณะนี้
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ หว่องออกแถลงการณ์แนะนำให้ชาวออสเตรเลียงดเดินทางไปยังบาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล คูเวต เลบานอน ปาเลสไตน์ กาตาร์ ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน พร้อมทั้งขอให้ทบทวนความจำเป็นในการเดินทางไปยังจอร์แดน โอมาน และซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังขอให้พลเมืองที่พำนักอยู่ในภูมิภาคติดตามสถานการณ์และสื่อท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ยืนยันแผนการเดินทางกับสายการบินหรือตัวแทนท่องเที่ยวโดยตรง ตรวจสอบเงื่อนไขประกันภัยการเดินทาง และติดตามข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้า (DFAT) อย่างต่อเนื่อง
หว่องเสริมว่า กระทรวงการต่างประเทศและการค้าได้เปิดศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต เพื่อให้การช่วยเหลือด้านกงสุลแก่ชาวออสเตรเลียในภูมิภาค
ด้านริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้กำลังพลออสเตรเลียราว 100 นายที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





