
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อประเทศไทย จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ, อิสราเอล กับอิหร่าน ใน 4 ด้านสำคัญ ทั้งราคาพลังงาน, การท่องเที่ยว, แรงงาน-การบริโภคในประเทศ และการลงทุน-ตลาดเงิน ดังนี้
1. สถานการณ์ในขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock อาจเกิดการพุ่งขึ้นของต้นทุนการผลิต จากการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยาน ซึ่งแม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที สิ่งนี้จะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทย เร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า
2. สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมักเดินทางมาไทย เพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทาง และความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ความไม่สงบระดับโลก อาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่น เกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี
3. ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศ จากแรงงานไทยกว่า 77,000 คน ในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
4. ด้านบรรยากาศการลงทุน และเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้น อาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจ ต้องถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้วางแนวทางในการดำเนินงานไว้ ดังนี้
– กระทรวงพลังงาน โดย รมว.พลังงาน ได้สั่งการด่วนระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 1 มี.ค.69 ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวม (น้ำมันคงเหลือ และอยู่ระหว่างขนส่ง) ประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน
ส่วนแผนสำรองก๊าซธรรมชาติ สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ขณะที่ด้านการผลิตไฟฟ้า ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก
– กระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งศูนย์ติดตาม และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
– กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยในภูมิภาคทุกแห่ง ได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพในกรณีจำเป็นไว้แล้วด้วย และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมง ของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน
– กระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์ และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง เพื่อเกาะติดสถานการณ์ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ โดยในปัจจุบัน มีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานแรงงาน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 77,495 คน ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย จำนวน 7,347 คน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





