S ผนึกพลังพอร์ตโฟลิโอธุรกิจรายได้ประจำหนุนดัน EBITDA Margin เพิ่มขึ้น

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท [S] กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 68 แม้รายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แต่บริษัทฯ ยังได้แรงสนับสนุนจากรายได้และกำไรของธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน รวมทั้งความสามารถบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับอัตราการทำกำไรให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) จำนวน 3,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ Normalized EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้นจาก 24% ในปีก่อนหน้าสู่ระดับ 26%

ในปี 68 ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของบริษัทฯในการสร้างฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ถึงแม้ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทฯยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายต่อหัวสูง มากกว่าการเน้นปริมาณลูกค้า

ขณะเดียวกันบริษัทยังคงมุ่งยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาแล้ว ล้วนมีผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต สามารถยกระดับราคาห้องพักต่อคืน (ADR) ได้สูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับปรุง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อคืน (RevPAR) ในปี 68 เพิ่มขึ้นถึง 64% สู่ระดับ 6,881 บาท/คืน แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โรงแรมสามารถทำสถิติราคาห้องพักต่อคืนสูงสุดใหม่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แตะระดับ 18,573 บาทต่อคืน

นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจโรงแรมยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) โดยปรับปรุงและยกระดับโรงแรมที่มีศักยภาพเติบโต ควบคู่กับการทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตจำกัดและให้ผลตอบแทนต่ำออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพในการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโอในภาพรวมให้สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีกลุ่มธุรกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอโดยรวม คือ ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า ยังคงมีลูกค้าใหม่ทยอยเข้ามาเสริมฐานผู้เช่าอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจสามารถรายงาน EBITDA สูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 840 ล้านบาท ขณะที่อัตราการเช่าพื้นที่ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยอาคารสำนักงานหลักของบริษัทฯ อย่างอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และอาคารเอส เมโทร มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 87% ขณะที่อาคาร S-OASIS ก็มีอัตราการให้เช่าเติบโตต่อเนื่องที่ 50% อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีลูกค้าที่ปิดการขายสัญญาเช่าแล้วและอยู่ระหว่างเตรียมเข้าใช้พื้นที่รวมกว่า 8,000 ตารางเมตร ซึ่งมีกำหนดทยอยเข้าพื้นที่ตลอดปี 69 ปัจจัยดังกล่าวก็จะเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของอัตราการเช่าและรายได้จากธุรกิจอาคารสำนักงานในระยะถัดไป

สำหรับธุรกิจที่พักอาศัย บริษัทเน้นการบริหารโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการกระแสเงินสดและปริมาณสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยโครงการที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ในปีที่ผ่านมาคือโครงการร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียล เอสเตท คือโครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 ที่มีมูลค่าโครงการกว่า 3,000 ล้านบาทและมียอดพรีเซลล์แล้ว 96% โดยมีกำหนดแล้วเสร็จและบริษัทฯ สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ในปี 70

ส่วนของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรอบปีที่ผ่านมา มีการโอนพื้นที่ทั้งสิ้น 84 ไร่ ส่งผลให้มียอดโอนที่ดินแล้ว 23% ของพื้นที่ขายทั้งหมด สัญญาณเชิงบวกด้านการขายยังคงมีแนวโน้มที่ดี ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ากลุ่ม Data Center ประมาณ 200-400 ไร่ โดยหากสามารถปิดการขายได้ นอกจากรายได้จากการขายที่ดินระดับหนึ่งพันล้านบาทแล้ว ก็จะช่วยต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานรายได้ประจำของนิคมอุตสาหกรรมจากการจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในระยะยาว

สำหรับผลประกอบการของปี 2568 บริษัทฯ รายงานรายได้จากการขายและบริการรวม 13,988 ล้านบาท ปรับตัวลง 7% เมือเทียบ กับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายงานขาดทุนสุทธิประจำปี 2568 จำนวน (1,966) ล้านบาท โดยหลักเป็นผลจากการรับรู้ขาดทุนทางบัญชีจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของกลุ่มธุรกิจโรงแรม อย่างไรก็ดีหากดูผลกำไรสุทธิปรับปรุงจากผลการดำเนินงาน แล้ว บริษัทฯ รายงานกำไรอยู่ที่ 531 ล้านบาท

นอกเหนือจากผลประกอบการทางการเงิน บริษัทให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงรูปธรรมและการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ส่งผลให้ในปี 68 บริษัทได้รับการยกระดับ SET ESG Ratings สูงสุด สู่ระดับ AAA และความสำเร็จนี้ยังช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ตามข้อกำหนดของสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินการด้านความยั่งยืน (Sustainability Linked Loan) อีกด้วย

“แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 69 บริษัทเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานกำไรปกติในปี 68 ที่แข็งแกร่งและมั่นคงจากธุรกิจรายได้ประจำ กอปรกับรายได้และกำไรจากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจากเทรนด์การลงทุนที่ยังแข็งแกร่งจากนักลงทุนต่างชาติ” นายชัยรัตน์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)