
เมื่อเวลา 10.13 น.ราคาหุ้น CPAXT บวก 2.70% เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มาที่ 15.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 152.60 ล้านบาท จากราคาเปิด 15.40 บาท ราคาสูงสุด 15.40 บาท และราคาต่ำสุด 15.00 บาท
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า [CPAXT] ประกาศเข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor (TFP) ในมาเลเซียแบบ 100% มูลค่าประมาณ 1.35 หมื่นล้านบาท เพื่อรุกตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมผ่านแบรนด์ Village Grocer และ B.I.G. รวม 50 สาขา คาดว่าธุรกรรมจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 4/69
เรามีมุมมองเป็นบวก เนื่องจากการได้แบรนด์ Village Grocer และ B.I.G. ช่วยให้ CPAXT ข้ามไปจับกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในมาเลเซียที่มีกำลังซื้อสูงได้ทันที จากเดิมที่ Lotus’s เน้นกลุ่ม Mass เป็นหลัก และการเพิ่มเครือข่ายเป็น 120 สาขา (เดิม 70 + ใหม่ 50) จะช่วยเสริม Economy of Scale เราคงประมาณการกำไรที่ 9.8 พันล้านบาท/1 หมื่นล้านบาท (+5%/+6% YoY) ยังคงแนะ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 19.00 บาท อิง PER ปี 69 ที่ 20 เท่า (-1.5SD below 5-yr average PER)
ขณะที่ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ประโยชน์ที่จะเกิดกับ CPAXT คาดว่าการเข้าซื้อกิจการรอบนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกิจการค้าปลีกในมาเลเซีย และเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวที่จะขยายธุรกิจในภูมิภาค บริษัทไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเช่น ยอดขาย, อัตรากำไรขั้นต้น และ กำไร
อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณของเรา ยอดขายต่อปีน่าจะอยู่ที่ราว 1.3 พันล้านริงกิต (หรือเทียบเท่ากับราว 1 หมื่นล้านบาท/ปี) อิงจากขนาดของตลาด supermarket เกรด premium ในมาเลเซียที่ 4.1 พันล้านริงกิต และส่วนแบ่งตลาดของ TFP ที่ 31% คิดเป็นสัดส่วนราคาหุ้น/ยอดขาย (Price-to sales ratio) ที่ 1.3x เมื่ออิงจากสมมติฐานอัตรากำไรสุทธิ (net margin) ที่ 3% (สูงกว่าของ CPAXT ที่ 2% แต่ต่ำกว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อของ C.P. All (CPALL.BK/CPALL TB)’s ที่ 5%) เราคาดว่ากำไรของ FPT จะอยู่ที่ราว 38 ล้านริงกิต (หรือ 300 ล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น PER ที่ ~44x
เราคาดว่าดีลนี้จะทำให้กำไรของ CPAXT เพิ่มขึ้น 1-3% ขึ้นอยู่กับสัดส่วนหนี้ที่แตกต่างกันไปในช่วง 10-50% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด โดยคาดว่าต้นทุนการกู้ยืมจะอยู่ในช่วง 3-4% และดีลนี้จะกระทบกับงบดุลของ CPAXT ไม่มากนัก เพราะสัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของ CPAXT อยู่ที่ 0.33x โดยยอดหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.13 แสนล้านบาท ขณะที่เงินสดในมืออยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นงวด 68 ทั้งนี้ ในกรณีสุดโต่งที่บริษัทใช้การก่อหนี้เต็ม 100% สำหรับดีลนี้ สัดส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 0.37x
เมื่ออิงจากสมมติฐานยอดขายและอัตรากำไรสุทธิ (net margin) ในปัจจุบัน เราเชื่อว่าราคาหุ้นที่บริษัทซื้อเข้ามาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับช่วง PER ในอดีต และค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลกที่ 24x หรือ ช่วง PER ของหุ้นกลุ่มนี้ในประเทศซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 31.0x (Figure 6) ในขณะเดียวกัน เรายังไม่เห็น synergy ที่ชัดเจน อย่างเช่นการแลกเปลี่ยนความรู้ หรือ ประโยชน์ในด้านของการบริหารจัดการสายโซ่อุปทาน
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 69 ที่ 16.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก -2.0 S.D.)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มี.ค. 69)





