
นายสัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) [MGC] เปิดเผยว่า ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าสร้างการเติบโตของผลการดำเนินงานในด้านรายได้อย่างน้อย 25% จากแนวโน้มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวางงบลงทุนราว 300-400 ล้านบาทพัฒนาระบบสนับสนุนการดำเนินงานและยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้
บริษัทประเมินภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 69 น่าจะทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ระดับ 650,000 คัน แบ่งเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ 200,000 คัน และรถยนต์นั่ง (Passenger Car) ราว 400,000 คัน ซึ่งในจำนวนรถยนต์นั่งคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% หรือจาก 120,000 คัน สู่ระดับ 150,000 คัน เป็นโอกาสในการเติบโตของ MGC ประกอบกับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง สะท้อนราคาน้ำมันที่อาจสูงขึ้น ซึ่งบริษัทมองว่าหากราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงกว่า 40-45 บาทต่อลิตร มั่นใจว่าลูกค้าจะเปิดใจยอมรับรถ EV มากขึ้น หนุนการเติบโตของยอดขายในปีนี้
นายสัณหวุฒิ กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมา เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ของ MGC-ASIA จากการที่เราเติบโตมาอย่างมั่นคง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ด้วยโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ ที่ได้ถูกจัดวางอย่างดี เพื่อเกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน พร้อมสร้างกลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่นำโดยเทคโนโลยี (Technology-led Differentiation) และมาตรฐานการบริการแบบครบวงจร ครอบคลุมในทุกมิติ สร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับพันธมิตรของเราทุกๆ ราย อีกทั้งกระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังได้รับความนิยม ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อเนื่อง รวมถึงความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 700,000 ราย พร้อมพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อันส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”
การเติบโตของ MGC-ASIA เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ Mobility Ecosystem และ การจัดโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโออย่างลงตัว อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว รวมถึงรถยนต์ฮอนด้าที่เพิ่งเปิดตัวรุ่น STEP WGN รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยมโฉมใหม่
กลยุทธ์รถ EV ของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถ EV พรีเมียมจากจีน คือ เอ็กซ์เผิง และซีเคอร์ โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยี แทนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งมีแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานอย่าง ฮอนด้า ที่เปิดตัว ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น e:N1 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและประสิทธิภาพครบครัน
กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ ฮอนด้า รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศ ช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว
ด้านธุรกิจรถเช่าภายใต้ SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถ EV ระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 68 บริษัทเพิ่มรถเอ็กซ์เผิงและซีเคอร์ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว
ธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต นำเสนอทางเลือกที่มีความหลากหลาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ครอบครอง
ขณะที่ MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมสำหรับลูกค้าในเครือ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับของรางวัลพิเศษหลากหลายประเภท ที่ลูกค้าสามารถนำคะแนนสะสมจากการซื้อยานยนต์ หรือใช้บริการบริษัทในเครือฯ มาแลกรับสิทธิพิเศษด้านต่างๆ อาทิ เช่น สุขภาพ, การท่องเที่ยว และอื่นๆ
ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 20 แบรนด์ในประเทศไทยและอยู่ระหว่างขยายเพิ่มตามภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขาและมาเลเซีย 8 สาขา รวมทั้งหมด 130 สาขา พื้นที่ใช้สอยกว่า 290,000 ตารางเมตร พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขาย 44 สาขาทั่วประเทศ 331 ช่องซ่อม และช่างเทคนิคที่ผ่านมาตรฐานจากบริษัทผู้ผลิต 324 คน รวมจำนวนช่างที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน การบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงานได้อย่างลงตัว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มี.ค. 69)





