
ธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียให้มีความระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย อันเนื่องมาจากความกังวลว่าสงครามในอิหร่านอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน หากการลำเลียงน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นักกลยุทธ์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุในรายงานวันพฤหัสบดี (5 มี.ค.) ว่า เอเชียยังคงต้องพึ่งพาอุปทานน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางอย่างมาก พร้อมระบุว่า นักลงทุนในตลาดไม่ควรชะล่าใจเกินไปต่อความเสี่ยงเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน และแนะนำว่าควรเน้นกลยุทธ์ตั้งรับ
นักลงทุนทั่วโลกกำลังถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน โดยนักลงทุนต่างชาติได้ถอนการลงทุนออกจากตลาดหุ้นอินเดียประมาณ 1.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มีเงินไหลออก 1.6 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ และตลาดหุ้นไต้หวันมีเม็ดเงินไหลออกมากถึง 7.9 พันล้านดอลลาร์
ในรายงานล่าสุดนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ ได้ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียเป็น “คงน้ำหนักการลงทุน (Equal weight)” จาก “เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight)” โดยระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในตลาดเอเชียที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุดต่อการหยุดชะงักของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์
การปรับเปลี่ยนมุมมองของมอร์แกน สแตนลีย์ ตอกย้ำถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสงครามอิหร่านกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการไหลเวียนของพลังงานและค่าพรีเมียมความเสี่ยง (risk premiums) โดยการหยุดชะงักที่ยืดเยื้อในช่องแคบฮอร์มุซอาจผลักดันราคาน้ำมันและ LNG ให้สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันกลุ่มประเทศเอเชียที่ต้องนำเข้าพลังงาน และกระตุ้นให้เกิดการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นว่าภาวะชะงักงันด้านอุปทานที่ยาวนานอาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมส่งออกหลัก
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มี.ค. 69)





