บลจ.กสิกร ชูพอร์ต K-WealthPLUS ดูดซับแรงกระแทกสงครามหวังดัน AUM พุ่งแตะ 2 แสนลบ.

บลจ.กสิกรไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็น Trusted Asset Manager ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ายกระดับโซลูชันการลงทุนเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก โดยเฉพาะความท้าทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series พร้อมมุ่งสร้างผลลัพธ์การลงทุนอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนจากเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กองทุนในกลุ่ม K-WealthPLUS Series ได้ตอกย้ำบทบาทของการเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของพอร์ตการลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนและไม่แกว่งตัวตามสภาวะตลาดโลกในลักษณะที่รุนแรง

โดยยกตัวอย่างกองทุน KWPULTIMATE ที่สามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) ได้ประมาณ 1.6% และให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีราว 8.5% สะท้อนให้เห็นว่าพอร์ตสามารถดูดซับแรงกระแทกและรักษาความต่อเนื่องของผลลัพธ์ได้ดี แม้ในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง (ที่มา: Morningstar ณ วันที่ 3 มี.ค. 69)

“กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ยังคงสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมี AUM เพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 84,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 126% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมและการมุ่งสร้างผลลัพธ์ระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวิน กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา 4 กองทุนภายใต้ K-WealthPLUS Series ได้แก่ K-WPLIGHT ผลตอบแทน +4.17% K-WPBALANCE ผลตอบแทน 4.84% K-WPSPEEDUP ผลตอบแทน 5.96% และ K-WPULTIMATE ให้ผลตอบแทน7.46% ทำได้ดีกว่าคู่แข่งและภาพรวม โดยได้พิสูจน์ว่ารองรับแรงกระแทกได้

และปีนี้ก็ยังคงแนะนำให้เป็น Core Port ซึ่งมองเป็นทางรอดให้กับนักลงทุน เพราะเราไม่ต้องการให้ลูกค้าต้องผวากับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อย่างช่วงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขึ้นภาษี ทั้งนี้ ปีก่อน มีลูกค้าสัดส่วนราว 10% เข้าถือกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 20% โดยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมองว่าน่าจะยืดเยื้อไม่จบง่าย แต่เมื่อดูตลาดก็ดูไม่กังวล ตลาดหุ้นสหรัฐก็ไม่ได้ลงมาก ทองคำเองก็ไม่ได้ขึ้นเยอะ

นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ในปี 69 บลจ.กสิกรไทย มีเป้าหมายที่จะขยาย AUM ของกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ขึ้นเป็น 2 แสนล้านบาท

ในช่วงนี้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดหุ้นผันผวน ฉะนั้น ลูกค้าควรจะมีกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series ถือไว้ที่กองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series จะกระจายการลงทุน ทั้งตลาดหุ้นโลก ตลาดตราสารหนี้โลก และทองคำ โดยมองว่า สถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐและอิสราเอล ในกรณี best case สงครามไม่ลามไปที่อื่น แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ดังนั้น การจัดพอร์ตก็ยังคงมุมมองให้น้ำหนัก Overweight ต่อ Global Tech เป็นหลักอยู่ ทั้ง AI ซัพพลายเชนAI ที่ยังเห็นการเติบโตอย่างชัดเจน ส่วนตราสารหนี้คุณภาพดีกระจายทั่วโลก เรทติ้ง AA ขึ้นไป ส่วนหุ้นเลือกหุ้นคุณภาพรองรับความผันผวน

ส่วน satellite port หรือพอร์ตรอง ก็เป็นหุ้นไทย โดยแนะถือไม่เกิน 5% จากเดิมก่อนเลือกตั้งไม่มีการลงทุน และค่อยๆเพิ่มเข้ามาก่อนการเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง โดยมองดัชนี SET 1,400 จุด เป็นจุดเริ่มเข้าซื้อ เน้นหุ้นใหญ่ หุ้นปันผล ซึ่งแม้ไทยจะมีรัฐบาลใหม่ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้โตกระชาก ซึ่งคาดจีดีพีปีนี้โตไม่เกิน 2% ก่อนหน้านี้ที่ดัชนี SET ไปที่ 1,500 จุด เพราะคาดหวังเศรษฐกิจจะโต 3% แต่เรามองว่าหนี้ครัวเรือนสูง และ ว่าที่ รมว.คลังก็รักษาวินัยการคลังสูง การอัดฉีดเม็ดเงินคงไม่มาก ขณะที่ราคาน้ำมันอาจจะยืนที่ 70-80 เหรียญ/บาร์เรล จะทำให้การใช้จายน้อยลงไป

นางสาวภารดี มุณีสิทธิ์ CFA, รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน กล่าวเสริมว่า ด้วยพื้นฐานตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,400 จุด จากนั้นหลังการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ก็ผลักดันให้ขึ้นไปถึง 1,500 จุด มี P/E 16.7 เท่า แต่พอมีสถานการณ์ตะวันออกกลางเกิดขึ้นก็ปรับลงมารวดเร็วและลงมากกว่าตลาดอื่น มองว่าเป็นจุดที่ทยอยเข้าซื้อได้ โดยมีปัจจัยบวกเรื่องรัฐบาลใหม่ คาดกำไรต่อหุ้นจะเติบโต 5% มาที่ 90 บาท/หุ้น ยังคาดว่าเม็ดเงินไหลเข้าทั้งภูมิภาคที่เป็นตลาด Emerging โดยมี downside ระดับ 1,300 จุดต้นๆ

นายวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมา บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการรวม 1.9 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 10% แบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 1.46 ล้านล้านบาท ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.64 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.75 แสนล้านบาท พร้อมทั้งยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม นอกจากนี้ ณ สิ้นปี บลจ.กสิกรไทย มีผู้ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลทั้ง App K-PLUS และ K-My Funds มีสัดส่วนสูงถึง 87% ของผู้ลงทุนทั้งหมด และสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ในทุกช่องทางรวมกว่า 153,000 ราย (ที่มา: บลจ.กสิกรไทย และ AIMC ณ วันที่ 31 ธ.ค. 68)

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มี.ค. 69)