
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง ?” โดยตั้งข้อสังเกต กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม อาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วย อาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปราม สส. ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ว่า ไม่ควรเปรี้ยวมากจนเกินไป หากผู้ใดมีแผลหรือมีร่องรอย เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินสีเทา และยังทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจถูกดำเนินการได้ในเวลาไม่นาน แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดว่านอนสอนง่าย ก็อาจยังลอยชายใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้
อีกทั้ง พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ลำพัง ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะดีลกับขั้วอำนาจต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลได้ หากสามารถสกัดพรรคกล้าธรรมได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่ต้องกังวลว่า ฝ่ายค้านจะมีลูกพลิกแพลง หรือกลยุทธ์พิสดารใดๆ ที่น่ากังวลอีก
นายวิโรจน์ ยังกล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่ต้องฝากไว้ ก็คือ ในเรื่องคดีความต่างๆ ของทั้งนายชนนพัฒน์ นาคสั้ว และเบน สมิธ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมาย เขาทั้งสองยังมีสิทธิที่จะสู้คดี แต่ผมต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมฉุกคิดร่วมกันว่า แค่การกล่าวหา 2 คนนี้ มันไม่ทำให้เรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ และการฟอกเงินจบลงนะครับ
การกระทำอาชญากรรมเหล่านี้ มันทำเป็นขบวนการ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก สังคมต้องตามให้ทัน ไม่ใช่ว่า พอกล่าวหาเพียงแค่ 2 คนนี้ แล้วก็จบกันไป ตัวละครตัวเบ้งๆ ที่ยังคงลอยนวลทำงานเป็นขบวนการ ก่อกรรมทำเข็ญ หลอกลวงเงินประชาชน ฟอกเงินทำร้ายผู้ประกอบกิจการที่ทำธุรกิจสุจริตต่อไป ถ้าจะจับต้องจับให้สิ้นสาวให้หมด ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 มี.ค. 69)




