“กรณ์”จี้ถาม ก.ล.ต.-ปปง.เหตุใดยังไม่มีหมายจับ”เบน สมิธ”ทั้งที่พบหลักฐานฟอกเงินชัดเจน

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อการติดตามให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินการปกป้องประโยชน์ของคนไทยในเรื่อง scammer และการฟอกเงินจะไม่หยุดลงจนกว่าความจริงจะปรากฏ เพื่อยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการติดตามการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินการปกป้องประโยชน์ของประชาชน โดย นายกรณ์ได้ตั้งข้อสังเกตและคำถามสำคัญต่อสังคมว่า “เหตุใดจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?” ทั้งที่มีหลักฐานการเชื่อมโยงของทรัพย์สินและเส้นทางการเงินที่ชัดเจน

นายกรณ์ได้หยิบยกกรณีตัวอย่างหุ้นบมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] ซึ่งทาง ปปง. ได้พิสูจน์โยงกลับไปถึง “กองทุน Capital Asia Investments (CAI)” ว่าเป็นแหล่งเงินลับที่ปกปิดเจ้าของ และถูกนำมาใช้ในการซื้อขายหุ้นเพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จก้าวแรกในการพิสูจน์เส้นทางเงินจนนำไปสู่การยื่นฟ้องยึดอายัดทรัพย์ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ได้แสดงความเป็นห่วงและตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการดำเนินการที่ครอบคลุมถึงหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถือโดย CAI หรือโดยภริยาของนายเบน สมิธ ซึ่งมีข้อมูลปรากฏชัดเจนในระบบของตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะกรณีหุ้น BCP, GTV หรือหุ้นในบริษัท FSX ที่มีการซื้อขายในราคาที่สูงกว่าตลาดอย่างผิดปกติ

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญทางกฎหมายว่า หากมีการรวมกลุ่มบุคคลถือหุ้นใหญ่ในกรณีดังกล่าว จะเข้าข่ายการถือหุ้นรวมกันถึง 51.96% ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ผิดต่อ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ทั้งในเรื่องการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และหน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป รวมถึงความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order

“หลักฐานมากมายชัดเจนขนาดนี้ แต่เหตุใดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงยังนิ่งเฉย เกรงใจใครอยู่หรือไม่?” นายกรณ์ตั้งคำถามทิ้งท้าย พร้อมย้ำถึงความกังวลว่าหากไม่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดต่อทรัพย์สินส่วนที่เหลือ จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการโยกย้ายทรัพย์สิน และท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนและประเทศไทย

การเคลื่อนไหวของนายกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นพลังสำคัญในการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะใช้กลไกของรัฐในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างมาตรฐานความโปร่งใสในตลาดทุนไทย เพื่อให้คนไทยมั่นใจได้ว่าความยุติธรรมนั้นมีอยู่จริงและจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของทุกคนอย่างแท้จริง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มี.ค. 69)