เสิร์ฟถึงบ้าน!! ไปรษณีย์ไทย จัด EMS ส่งด่วนผลไม้ช่วงไฮซีซั่น ราคาสบาย ถูกใจชาวสวน

ไปรษณีย์ไทย เดินหน้าสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมไทย ด้วยการเป็นตัวกลางกระจายผลไม้คุณภาพของไทย จากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านบริการ EMS ส่งด่วนผลไม้ทั่วไทย ด้วยราคาค่าขนส่งพิเศษ ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรไทย

นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผลไม้ไทย เป็นหนึ่งในสินค้าที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ในปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่ตลาดผลไม้ไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 6.91 ล้านตัน ไปรษณีย์ไทยจึงมุ่งพัฒนาบริการ EMS ส่งด่วนผลไม้ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถกระจายผลผลิตคุณภาพไปสู่ผู้บริโภค และตลาดปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการขนส่ง และเพิ่มโอกาสทางการตลาดของผลไม้ตามฤดูกาลของไทยที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะม่วง เงาะ สับปะรด และลองกอง ภายใต้กระบวนการขนส่งที่คำนึงถึงลักษณะเฉพาะของสินค้าเกษตรที่ต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัย พร้อมบริการเสริมด้านโลจิสติกส์ อาทิ บรรจุภัณฑ์สำหรับผลไม้ ระบบติดตามสถานะพัสดุ และการบริหารจัดการระยะเวลาการจัดส่งที่เหมาะสมกับลักษณะของผลไม้แต่ละประเภท

การดำเนินงานดังกล่าว นับเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ระดับประเทศกับห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตร และยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ในการสนับสนุนส่วนลดค่าส่งในราคาพิเศษอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

– สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ส่วนลดบริการขนส่งผลไม้ในอัตราพิเศษเริ่มต้น 3 กิโลกรัม 45 บาท จนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2569

– ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ส่วนลดบริการขนส่งผลไม้ในอัตราพิเศษเริ่มต้น 3 กิโลกรัม 48 บาท สินค้าเกษตรแปรรูปเริ่มต้น 5 กิโลกรัม 45 บาท และต้นไม้ และกล้าพันธุ์ไม้ เริ่มต้นน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม 65 บาท ซึ่งเปิดให้บริการจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังมีบริการขนส่งผลไม้สดผ่านตะกร้าพลาสติกในอัตราพิเศษ เริ่มต้น 3 กิโลกรัม 55 บาท 5 กิโลกรัม 75 บาท และ 10 กิโลกรัม 120 บาท ขนในรูปแบบเช่าเหมาคันรถ และในรูปแบบเหมารวมพาเลต (Roll Pallet) สำหรับผู้ประกอบการหรือกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการขนส่งสินค้าในปริมาณมาก โดยคิดอัตราค่าบริการตามโซนพื้นที่ รองรับน้ำหนักสูงสุดต่อเที่ยวไม่เกิน 200 กิโลกรัม

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)