BANPU ดีเดย์ควบรวม Q3/69 อัดงบลงทุนทั้งกลุ่มแสนลบ.พร้อมส่ง BPP ลุยสหรัฐ-จีน-ญี่ปุ่นดัน EBITDA โต

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ [BPP] เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การเติบโตปีนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการและการเติบโตในการลงทุน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมั่นใจว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ปีนี้เติบโตขึ้นจากปี 68

บมจ.บ้านปู [BANPU] ตั้งงบลงทุนสำหรับทั้งกลุ่มบริษัทในช่วง 5 ปี (ปี 69-73) ไว้ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจัดสรรสัดส่วนประมาณ 20-25% ของงบทั้งหมดใช้ขยายธุรกิจภายใต้กลุ่ม Power+ เน้น 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (CCGT), พลังงานหมุนเวียน (Renewable) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) โดยมุ่งเน้นการลงทุนในสหรัฐฯ จีนและญี่ปุ่น

สำหรับโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ยังมีการเติบโตจากความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และธุรกิจเทรดดิ้ง ซึ่งในสภาวะที่มีความผันผวนมีโอกาสที่จะมี Upside เพิ่มเข้ามา รวมทั้งการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในโครงการเมกะเมาท์ในสหรัฐฯ คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 70

ด้านโรงไฟฟ้าในจีน ยังสร้างผลกำไรต่อเนื่อง เพราะแนวโน้มต้นทุนราคาถ่านหินไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ จินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) กำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในไตรมาส 3/69

ส่วนในญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ โครงการไอสึ (Aizu) โครงการซึโนะ (Tsuno) และ โครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo) คาดว่าจะสามารถ COD ในปี 71

นายอิศรา กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ของโลกในขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์หลักของบริษัทเนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม บริษัทเฝ้าระวังและบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่เสมอ ขณะที่ความกังวลด้านเชื้อเพลิงนั้น โรงไฟฟ้าในจีนเน้นการใช้เชื้อเพลิงในประเทศ ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ Temple I & II ใช้ก๊าซจากแหล่งภายในรัฐเท็กซัส ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลก

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้า HPC ในสปป.ลาว ใช้แหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่เช่นเดียวกัน และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทยมีการนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย ซึ่งเส้นทางขนส่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง นอกจากนี้ ทั้ง 2 โรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบของประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 10% ของการผลิตรวมในประเทศ และปัจจุบันยังรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูง เดินเครื่อง 100% ตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน

“จะสังเกตได้ว่าโรงไฟฟ้า BLCP และโรงไฟฟ้า HPC เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอยู่แล้ว 24 ชั่วโมงมาหลายปี และเรื่องเสถียรภาพของเชื้อเพลิงทั้ง 2 โรงไฟฟ้าไม่มีผลกระทบ ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีความตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี เข้มข้นมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตพลังงาน พยายามทำให้เสถียรภาพของโรงไฟฟ้าดีที่สุด เพื่อที่จะส่งต่อไฟฟ้าที่เข้าไปสู่ในประเทศไทย “

นายอิศรา กล่าวว่า แนวโน้มความต้องการพลังงานทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนชัดจากตลาด ERCOT ในสหรัฐฯ ที่มีการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงถึง 14% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 โดยมีธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญและคาดว่าจะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าภายในปี 78

การยกระดับ BPP สู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ คือการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้พร้อมรองรับดีมานด์พลังงานขนาดใหญ่ระดับ Utility-scale ขณะเดียวกันการจำหน่ายสิทธิการลงทุนบางส่วนใน BKV-BPP ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มโอกาสขยายการลงทุนในโครงการพลังงานใหม่ๆ เช่น โครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (BESS) ในรัฐเท็กซัสเป็นโครงการแรกของเราในสหรัฐฯ ที่นอกจากจะเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอเพิ่มในตลาดต่างประเทศ ยังช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของกลุ่มบ้านปู ในตลาดพลังงานระดับสากล

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Decarbonization ผ่านการร่วมลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ‘Cotton Cove’ ในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนด COD ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 สามารถกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 32,000 เมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการลงทุนใน บ้านปู เน็กซ์ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมด้วย Net Zero Solutions แบบครบวงจร โดยร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ อมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคากำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในเวียดนาม 2 แห่ง

นายอิศรา กล่าวอีกว่า หลังจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการควบรวม BANPU และ BPP ภายในไตรมาส 2/69 บริษัทจะเริ่มกระบวนการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้าน (dissenting shareholders) และการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นร่วม และภายในไตรมาส 3/69 จะดำเนินการควบบริษัทและจดทะเบียนบริษัทใหม่ เพื่อนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)