สหรัฐฯ เริ่มระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ หลังสงครามดันราคาพลังงานพุ่ง

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ โดยเตรียมปล่อยน้ำมันดิบ 86 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) รวม 172 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูง

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า น้ำมันจากคลังสำรองดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มถูกส่งเข้าสู่ตลาดภายในช่วงปลายสัปดาห์หน้า

แผนการระบายน้ำมันครั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในการระบายน้ำมันรวม 400 ล้านบาร์เรล เพื่อกดดันราคาน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากบุกอิหร่าน

ความขัดแย้งดังกล่าวยังทำให้การขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ทั้งที่เส้นทางนี้เป็นช่องทางลำเลียงน้ำมันราวหนึ่งในห้าของปริมาณน้ำมันทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์ให้เร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพด้านเชื้อเพลิง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.

ภายใต้เงื่อนไขของการปล่อยน้ำมัน บริษัทที่ยืมน้ำมันจากคลังสำรองจะต้องส่งคืนน้ำมันให้กระทรวงพลังงาน พร้อมปริมาณน้ำมันเพิ่มเติมในฐานะค่าพรีเมียม โดยกระทรวงพลังงานระบุว่า บริษัทต่าง ๆ ต้องยื่นข้อเสนอภายในเวลาไม่เกิน 17.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ของวันที่ 17 มี.ค.

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ กระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้จัดเตรียมแผนเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองประมาณ 200 ล้านบาร์เรลภายในปีหน้า ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ระบายออกประมาณ 20%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)