คลัง ศึกษาแนวทางอุ้มกองทุนน้ำมัน ชี้เพดานหนี้ยังมีช่องว่างรับมือราคาน้ำมันผันผวน

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยกรณีการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางว่า โดยหลักการเบื้องต้น กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินได้เองเพื่อใช้รองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท แต่หากเกินกว่านั้น จะต้องพิจารณาใช้วิธีการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งการกู้เงินทั้ง 2 แนวทางนี้ จะถูกนับเป็นหนี้สาธารณะทั้งสิ้น เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ถือเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ

โดยเบื้องต้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ สบน.ได้มีการหารือเพื่อพิจารณาแนวทางในการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่เกี่ยวกับราคาน้ำมันไว้ทั้งหมดแล้ว ส่วนความชัดเจนว่าจะใช้แนวทางใดนั้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบายที่จะพิจารณา

ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ราว 66% ของ GDP จากเพดานที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 70% ของ GDP ทำให้ขณะนี้ยังมีช่องว่างที่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้อีกราว 4% ดังนั้นจึงยังไม่น่าเป็นกังวลมากนัก ส่วนความเหมาะสมและแนวทางการดำเนินการทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่ที่ฝ่ายนโยบายเป็นหลัก

“เบื้องต้นกองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเองได้ก่อน 2 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าเกินกว่านั้นก็อาจจะต้องออกเป็นกฎหมายกู้เงิน ซึ่งรัฐบาลจะต้องพิจารณาในส่วนนี้ และอดีตสถานะของกองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบถึงแสนกว่าล้านบาท จึงค่อยมีการออกเป็นกฎหมายกู้เงิน โดยหากกองทุนน้ำมันฯ ติดลบไปเรื่อย ๆ จำนวนมากขึ้น ก็อาจจะต้องกู้เยอะ แต่หลายฝ่ายก็หวังให้สถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น” นางจินดารัตน์ กล่าว

เล็งปรับแผนการคลังระยะปานกลาง-งบรายจ่ายปี 70 ใหม่

ผู้อำนวยการ สบน. ยอมรับว่า หลังจากนี้ไป จะต้องมีการทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ใหม่ด้วย เนื่องจากเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นไปตามหลักการอยู่แล้ว

ส่วนการปรับลดการขาดดุลการคลัง สู่ระดับมาตรฐานที่ไม่เกิน 3% นั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้สั่งการไว้ชัดเจนว่าควรมีเกณฑ์ว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ควรเกิน 3% หรือหากเกิน ก็จะต้องเร่งปรับลดให้เข้าสู่ระดับมาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสำคัญ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)