
อิหร่านเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น หากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังคงยืดเยื้อ โดยขณะนี้สงครามได้ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3
อิหร่านได้กลับมาโจมตี UAE อีกครั้งในวันอังคาร (17 มี.ค.) ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ในรอบ 4 วัน ส่งผลให้การขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ต้องหยุดชะงักลงบางส่วน หลังจากเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้ได้ทำให้เกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งตั้งอยู่ในอ่าวโอมาน ไม่ไกลจากช่องแคบฮอร์มุซ และเป็นจุดส่งออกน้ำมันในปริมาณ 1% ของความต้องการใช้ทั่วโลก
เจ้าหน้าที่ในนครอาบูดาบีระบุว่า การดำเนินงานที่แหล่งก๊าซชาห์ (Shah) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของ UAE ยังคงถูกระงับในวันอังคาร หลังจากถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่านและทำให้แหล่งก๊าซแห่งนี้เกิดไฟไหม้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แหล่งก๊าซชาห์ตั้งอยู่ห่างจากอาบูดาบีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 110 ไมล์ และดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างอาบูดาบี เนชันแนล ออยล์ (Abu Dhabi National Oil) กับออกซิเดนทัล ปิโตรเลียม (Occidental Petroleum) โดยมีความสามารถในการผลิตก๊าซได้ 1.28 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และผลิตกำมะถันได้ 4.2 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ มีรายงานว่าอิหร่านได้ส่งโดรนโจมตีเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ (Fujairah Oil Industry Zone) ซึ่งทำให้พื้นที่ดังกล่าวเกิดเพลิงไหม้เช่นกัน โดยเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบและการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเรือที่สำคัญของ UAE อย่างไรก็ดี สำนักข่าวของรัฐบาลฟูไจราห์แถลงเมื่อวันอังคารว่าไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
ฟูไจราห์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการจัดเก็บน้ำมันดิบและเชื้อเพลิงชั้นนำของโลก ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของ UAE และเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่สำคัญสำหรับภูมิภาคโดยรอบ โดยฟูไจราห์เผชิญกับการโจมตีหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของเส้นทางส่งออกเพียงแห่งเดียวของ UAE ที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทั้งนี้ การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้บีบให้ UAE ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงมากกว่าครึ่งหนึ่ง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





