
สายการบินทั่วโลกทยอยปรับขึ้นค่าโดยสารและลดเที่ยวบินบางเส้นทาง หลังราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน กดดันต้นทุนดำเนินงานของอุตสาหกรรมการบินอย่างหนัก
ราคาน้ำมันเครื่องบินกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยราคาน้ำมันในยุโรปเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ขณะที่เอเชียปรับขึ้นเกือบ 80% นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนก.พ. ทั้งนี้ น้ำมันถือเป็นต้นทุนใหญ่อันดับสองของอุตสาหกรรม
เอ็ด บาสเตียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ส (Delta Air Lines) ระบุว่า ต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 400 ล้านดอลลาร์ในเดือนมี.ค. เพียงเดือนเดียว และอุตสาหกรรมกำลังเร่งผลักภาระต้นทุนไปยังผู้โดยสารผ่านการปรับขึ้นราคาตั๋ว
ด้านสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส (American Airlines) คาดค่าใช้จ่ายในไตรมาส 1/2569 จะเพิ่มขึ้นราว 400 ล้านดอลลาร์จากต้นทุนน้ำมันเช่นกัน
ขณะเดียวกัน สายการบิน SAS AB เป็นหนึ่งในรายแรก ๆ ที่ประกาศลดเที่ยวบินบางส่วน หลังเผชิญต้นทุนน้ำมันพุ่งขึ้น โดยชี้ว่า อุตสาหกรรมการบินยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้านสายการบินแอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม (Air France-KLM) ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วเส้นทางระยะไกลเพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมัน ขณะที่บางสายการบินเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel surcharge) แม้อาจกระทบความสามารถในการทำกำไรก็ตาม
ส่วนทางการเวียดนามเตือนผู้ประกอบการการบินให้เตรียมรับมือการลดเที่ยวบินตั้งแต่เดือนเม.ย. หลังจีนและไทยระงับการส่งออกน้ำมันเครื่องบินจากผลกระทบสงคราม เพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทาน
ทั้งนี้ สงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ส่งผลให้การบินทั่วโลกเผชิญความปั่นป่วน เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก เลื่อน หรือเปลี่ยนเส้นทาง เนื่องจากน่านฟ้าในตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังปิดใช้งาน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ผลกระทบยังลุกลามไปยังศูนย์กลางการบินสำคัญ โดยสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตมีผู้โดยสารราว 86,000 คนได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบินในช่วงสองสัปดาห์แรกของความขัดแย้ง และปัจจุบันมีเพียง 1 ใน 3 ของเที่ยวบินเชื่อมต่อกับตะวันออกกลางที่ยังเปิดให้บริการ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





