“หอการค้าไทย” ขอบคุณภาครัฐตอบรับข้อเสนอเอกชน นำส่งรายงานผลกระทบพลังงานสะท้อนเสียงภาคธุรกิจ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอบคุณรัฐบาลที่รับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ผ่านการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) อย่างต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันหน้าคลัง รวมถึงมาตรการลดผลกระทบต่อต้นทุนภาคขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ ภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้าง ซึ่งภาครัฐได้ตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการประกาศราคาน้ำมันหน้าคลังรายวัน และการผลักดันการใช้น้ำมัน B20 ที่จะช่วยบรรเทาภาระผู้ประกอบการได้อย่างทันท่วงที

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้เสนอข้อมูลและข้อเสนอเชิงรุกต่อที่ประชุม เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญ โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่ภาครัฐได้ตอบรับ ดังนี้

1.เร่งกระจายน้ำมันสู่หน้าคลังเพื่อรองรับภาคการผลิตและการขนส่ง โดยหอการค้าไทยเสนอให้เร่งกระจายน้ำมันไปยังหน้าคลังโดยเร็ว เพื่อลดปัญหาความแออัดของรถบรรทุกที่เข้ามาเติมน้ำมันในสถานีบริการ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในปั๊มไม่เพียงพอต่อการใช้งานในบางพื้นที่ มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ภาคการผลิตและการขนส่งสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในระดับพื้นที่

2.มาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งและความโปร่งใสด้านราคาหน้าคลัง ในประเด็นต้นทุนภาคขนส่ง โดยเฉพาะเส้นทางลงสู่ภาคใต้ที่ต้องซื้อน้ำมันหน้าคลังในราคาสูงกว่าราคาขายปลีก ภาครัฐได้ตอบรับข้อเสนอ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการประกาศราคาน้ำมันหน้าคลังเป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 เป็นทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดส่วนต่างราคาและบรรเทาต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการได้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ หอการค้าไทยยังได้ยื่นเอกสารสรุปผลการสำรวจการใช้พลังงานและผลกระทบจากสมาชิกและเครือข่ายทั่วประเทศ ต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของภาคธุรกิจในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานล่าสุด ภายหลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ได้มีการปรับโครงสร้างราคาเพื่อสะท้อนกลไกตลาดและสร้างแรงจูงใจในการใช้พลังงานทางเลือก โดยน้ำมัน E20 ปรับลดลง 79 สตางค์ต่อลิตร ทำให้มีส่วนต่างจากแก๊สโซฮอล์ถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)