
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ [BBL] กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์โลกอยู่กับเหตุการณ์ที่ความไม่แน่นอน และคาดการณ์ได้ยาก ทั้ง Climate Chage และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาตร์ที่กำลังเกิด สะท้อนถึงความไม่แน่นอนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งทั่วโลกได้พบกับความไม่แน่นอนมาแล้วตั้งแต่การเกิดโควิด-19 สงครามยูเครน-รัสเซีย และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีน
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลต่อการจัดระเบียบ Supply Chain ของโลก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้การสร้างประสิทธิภาพทางธุรกิจ และการหาแนวทางใหม่ๆในการเข้าถึงลูกค้าของธนาคารเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่ลูกค้าเพื่อนำไปปรับปรุงกิจการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ตลาดโลกและอยู่รอดได้อย่างมั่นคง เคียงข้างลูกค้าในวิกฤตต้นทุนและเงินทุนหมุนเวียน
ในส่วนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกกลางนั้นมองว่ามีผลต่อกลุ่มผู้ส่งออกและผู้ผลิตที่ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ธนาคารมองว่าการปรับราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้านั้นเป็นวิธีหนึ่ง แต่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการส่งผ่านของต้นทุนไปที่ราคาขาย แต่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านนี้ ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนเต็มที่ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีความกังวลเรื่องราคาพลังงานที่สูงขึ้น และหนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Economy
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรื่อง Climate Change ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ และเป็นความเสี่ยงจากผลกระทบทางกายภาพที่รุนแรงขึ้น เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำซ้อนในภาคเหนือ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสภาวะภูมิอากาศก็ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นหารือระหว่างประเทศ แต่ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านนโยบายการค้า มาตรฐานสินค้า และเงื่อนไขการเข้าถึงแหล่งทุน ปัจจัยดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทยทุกภาคส่วน และได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงตลาด การรักษาลูกค้า และการเติบโตขององค์กรในอนาคต
สำหรับผู้นำองค์กร สิ่งที่ควรพิจารณาในวันนี้ไม่ใช่เพียงคำถามว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นจะกระทบธุรกิจเราอย่างไร แต่ต้องเปลี่ยนมุมมองไปสู่คำถามที่ว่าองค์กรของเราพร้อมแค่ไหน จะปรับตัวได้เร็วเพียงใด และจะใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้อย่างไร เพราะองค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่า จะสามารถลดต้นทุนในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เข้าถึงตลาดใหม่ๆ และสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้
อีกทั้งองค์กรควรนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการลดคาร์บอน การจัดการพลังงาน และการบริหารต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน การจัดการความร้อน หรือระบบการผลิตประสิทธิภาพสูงและอัตโนมัติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานในประเทศมีความเสี่ยงที่จะผันผวนสูง จากปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่การเข้ามาของ Supply Chain ใหม่ๆที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจของไทยต้องสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และต้องสามารถผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มข้นมากขึ้น
“เราต้องตระหนักว่า Sustainability ไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนในระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ, ผู้ผลิตสินค้า ไปจนถึงผู้ให้บริการและผู้บริโภค ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ” นายชาติศิริ กล่าว
ธนาคารกรุงเทพมีความมุ่งมั่นที่จะเป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในการรับมือกับความท้าทาย และสนับสนุนให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการใน 3 ด้านหลัก คือ ด้านองค์ความรู้ ด้านการเข้าถึงช่องทางการเปลี่ยนผ่าน และด้านการเข้าถึงแหล่งทุน
ด้านแหล่งทุน ธนาคารมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อ ได้แก่ สินเชื่อบัวหลวงกรีน เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนลูกค้าในการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ธุรกิจสีเขียว และด้านช่องทางการเปลี่ยนผ่าน ธนาคารพร้อมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงทุกท่านกับผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยี ผ่านโครงการ TASK ที่จะช่วยประเมินความพร้อมของธุรกิจและเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้นำนวัตกรรมมาปรับใช้และเสริมศักยภาพองค์กร และในด้านองค์ความรู้ ซึ่งธนาคารได้สนับสนุนลูกค้าด้วยกิจกรรมในหลากหลายรูปแบบ
สำหรับภาวะสงครามในปัจจุบัน แม้ว่าจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ธนาคารมองว่าจะเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของต้นทุนพลังงานมากขึ้น ทำให้ความต้องการสินเชื่อเพื่อปรับปรุงกิจการเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยธนาคารพยายามให้ความรู้และแนวทางแก่ลูกค้าในการปรับปรุงกิจการเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น
โดยธนาคารมีแนวทางในการดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสงครามอย่างใกล้ชิด ซึ่งธนาคารยังคงเน้นสนับสนุนด้านสภาพคล่อง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ และสามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน รวมทั้งการบริหารจัดการด้านต้นทุนต่างๆ ทำให้ลูกค้าภาคธุรกิจยังสามารถรับมือกับภาวะความเสี่ยงและผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางได้ ทำให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า หากในอนาคตสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อยาวนาน
อย่างไรก็ตามธนาคารยังมองเห็นโอกาสในระดับภูมิภาค หากภูมิภาคอาเซียนสามารถรักษาความสงบและดึงดูดการลงทุนได้ คาดว่าจะมีเงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาวช่วง 3-5 ปีข้างหน้า รวมถึงมีแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ และเป็นปัจจัยหนุนต่อธนาคารด้วย เพราะธนาคารมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศที่ราว 25%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





