WTI vs Brent ต่างกันอย่างไร? ทำไมจึงกำหนดทิศทางราคาน้ำมันโลก?

ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งที่กำลังร้อนระอุอยู่ในตะวันออกกลางขณะนี้ โดยเฉพาะเมื่อช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานประมาณ 20% ของโลกถูกปิดโดยปริยาย ส่งผลให้น้ำมันกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกต้องจับตารายวัน และทำให้ชื่อของน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) และเบรนท์ (Brent) ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ WTI และ Brent คือน้ำมันดิบสองประเภทที่ถูกนำมาอ้างอิงมากที่สุดในการซื้อขายน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยทั้งคู่มีความเหมือนและแตกต่างที่น่าสนใจในหลายมิติ ดังนี้

 

• แหล่งกำเนิด

WTI ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ในรัฐเท็กซัส โอคลาโฮมา และนอร์ทดาโคตา

Brent ผลิตในทะเลเหนือ โดยมีแหล่งผลิตหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และเดนมาร์ก

 

• ความหนาแน่นและปริมาณกำมะถัน

ทั้ง WTI และ Brent ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันดิบประเภท “เบาและหวาน” (Light, Sweet Crude) ซึ่งหมายถึงมีความหนาแน่นต่ำและมีกำมะถันน้อย แต่ถ้าเทียบกันแล้ว WTI มีความเบาและหวานมากกว่า Brent ส่งผลให้ WTI สามารถนำไปกลั่นเป็นน้ำมันเบนซินและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่น ๆ ได้ง่ายและมีต้นทุนที่ถูกกว่า

 

• การขนส่งและการจัดเก็บ

Brent ขนส่งผ่านเรือบรรทุกน้ำมันจากทะเลเหนือไปยังโรงกลั่นและคลังเก็บน้ำมันทั่วโลก

WTI ขนส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันไปยังโรงกลั่นในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในแถบชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก (Gulf Coast)

 

• ตลาดซื้อขาย

Brent เป็นสินค้าอ้างอิงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ICE Brent Crude ที่ซื้อขายในตลาด Intercontinental Exchange (ICE) กรุงลอนดอน

WTI อ้างอิงราคาตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า NYMEX WTI Light Sweet Crude Oil ในตลาด New York Mercantile Exchange (NYMEX) นครนิวยอร์ก

 

• เกณฑ์มาตรฐานราคาโลก

Brent ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐานราคาน้ำมันดิบโลก โดยเฉพาะในยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันดิบถึง 2 ใน 3 ของปริมาณที่มีการซื้อขายกันทั่วโลก

WTI ถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงราคาน้ำมันที่สำคัญมากในสหรัฐฯ และทวีปอเมริกา แต่ในระดับสากลยังถือว่าได้รับความนิยมน้อยกว่า Brent

 

• ส่วนต่างราคา

ในอดีต ราคาน้ำมันทั้งสองประเภทนี้เคยใกล้เคียงกันมาก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ Brent มักจะสูงกว่า WTI จนเกิดเป็นส่วนต่างราคา (Spread) จึงทำให้เกิดโอกาสในการทำกำไรที่เรียกว่า Arbitrage ซึ่งบริษัท EKT Interactive ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน ได้อธิบายไว้ว่า เมื่อส่วนต่างราคาระหว่าง Brent กับ WTI กว้างมากพอ เทรดเดอร์จะสามารถทำกำไรได้จากการซื้อน้ำมันที่ถูกกว่าและขายน้ำมันที่แพงกว่า เช่น หากน้ำมันดิบ Brent มีราคาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI มีราคาอยู่ที่ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทรดเดอร์สามารถซื้อ WTI และขาย Brent พร้อมกันได้ทันที ซึ่งจะช่วยล็อกกำไรส่วนต่างไว้ที่ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ก่อนหักค่าธรรมเนียม)

 

• อิทธิพลที่ส่งผลต่อราคา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา Brent และ WTI มีตั้งแต่อุปสงค์และอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ต้นทุนการขนส่งและการจัดเก็บน้ำมัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงคุณภาพของน้ำมันแต่ละล็อต การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการผลิตและการบริโภคน้ำมัน ตลอดจนความเชื่อมั่นของตลาดและความคาดหวังของนักลงทุน

 

กล่าวโดยสรุป ทั้ง Brent และ WTI ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดพลังงาน โดย Brent ทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้วัดราคาน้ำมันถึง 2 ใน 3 ของปริมาณการซื้อขายในระดับสากล ขณะที่ WTI คือตัวกำหนดราคาของทวีปอเมริกา ความสำคัญของน้ำมันทั้งสองชนิดนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่การเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการเงินผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ในการเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยง

ดังนั้น ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบทั้งสองประเภทที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์ อุปทาน หรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ จึงส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นทอด ๆ ไปสู่เศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ผลกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)