
แก้ว โรตตะนัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชากำลังเพิ่มการนำเข้าเชื้อเพลิงจากซัพพลายเออร์ในสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการจำกัดการส่งออกของเวียดนามและจีน รวมถึงการหยุดนำเข้าจากไทย ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจัดหาพลังงานทั่วโลก
รมว.พลังงานกัมพูชากล่าวว่า สถานีบริการน้ำมันราว 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วประเทศต้องปิดให้บริการชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีต่อราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีสถานีบริการที่ยังคงปิดทำการเพียง 5.77% เท่านั้น
เวียดนามและจีนจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือนมี.ค. เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ขณะที่กัมพูชาและไทยยุติการค้าน้ำมันระหว่างกันหลังเกิดความขัดแย้งทางอาวุธเมื่อเดือนก.ค.
ข้อมูลจากศูนย์พาณิชยกรรมระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งเป็นหน่วยงานร่วมของ UN-WTO ณ กรุงเจนีวา ระบุว่า ในปี 2567 ไทยและเวียดนามครองสัดส่วนผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมนำเข้าของกัมพูชารวมกันกว่า 60% ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียครองสัดส่วนเกือบ 1 ใน 3 และจีนคิดเป็น 7% โดยประมาณ
รมว.พลังงานกัมพูชากล่าวกับรอยเตอร์ว่า กัมพูชากำลังเร่งเพิ่มการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการส่งออกในประเทศอื่น พร้อมเสริมว่า ซัพพลายเออร์รายเดิมยังคงพยายามส่งออกเชื้อเพลิงแม้อุปทานตึงตัว
“เรายังคงสามารถนำเข้าจากจีนได้เพียงเล็กน้อย แต่ด้วยความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับผู้ค้าระดับโลกอย่างโททาล (Total) และเชฟรอน (Chevron) ทำให้เราสามารถบรรเทาความเสี่ยงบางส่วนลงได้” โรตตะนักกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)





