ธปท.ดีเดย์ 1 เม.ย.คุมเข้มถอนเงินสดเกิน 5 ล้านต้องแจง-โชว์เอกสาร สกัดทางเดินเงินผิดกม.

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกหลักเกณฑ์ให้สถาบันการเงิน บริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อยกระดับการดูแลความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินถูกใช้เป็นช่องทางกระทำผิดกฎหมาย พร้อมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน เนื่องจากธุรกรรมเงินสดทำได้สะดวก และไม่มีข้อมูลเส้นทางธุรกรรม ทำให้ติดตามได้ยาก และอาจถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน

หลักเกณฑ์ฉบับนี้ กำหนดให้สถาบันการเงินต้องบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมเบิกถอนเงินสด และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดให้รัดกุม และครอบคลุมตลอดกระบวนการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า ลักษณะธุรกรรม พื้นที่ และช่องทางการให้บริการ

สาระสำคัญ คือ หากลูกค้าทำธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อวัน สถาบันการเงินต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าอย่างเข้มข้น เช่น สอบถามวัตถุประสงค์ หรือขอเอกสารการใช้เงินประกอบการพิจารณา และหากตรวจพบธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติไปจากการทำธุรกรรมทั่วไป หรือไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมปกติของลูกค้ารายนั้น ต้องรายงานให้ ธปท.ทราบ

เงื่อนไขนี้จะใช้เฉพาะการถอนเงินสดที่สาขา และการเบิกถอน หรือขึ้นเงินจากเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี ทั้งนี้ ลูกค้าที่ทำธุรกรรมด้วยช่องทางอื่น เช่น การโอนเงิน หรือใช้เช็คที่ขีดคร่อมเข้าบัญชี ยังดำเนินการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ธปท. ยังกำหนดให้สถาบันการเงิน ทบทวนกระบวนการดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมการทำธุรกรรมเงินสดของลูกค้า อีกทั้งสถาบันการเงินต้องดูแลให้การบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าว ไม่สร้างภาระแก่ลูกค้าจนเกินควร และต้องมีแนวทางดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 16/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดสำหรับสถาบันการเงิน โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

Q & A

1. ทำไมต้องออกหลักเกณฑ์ฉบับนี้

เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงิน ถูกใช้เป็นช่องทาง/เครื่องมือสนับสนุนการทำความผิด หรือกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การเคลื่อนย้าย หรือปกปิดแหล่งที่มาของเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด เช่น การถอนเงินสด หรือการขึ้นเงินจากเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ

2. ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด (เช่น การฝาก ถอน หรือแลกธนบัตร) มีความเสี่ยงอย่างไร

การติดตามและตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมเงินสดทำได้ยาก เนื่องจากไม่มีการบันทึกข้อมูลการนำเงินสดไปใช้ รวมถึงไม่รู้ตัวตนของผู้ใช้เงินสด สถาบันการเงิน จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนย้ายเงินจากการก่ออาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะนี้

3. เกณฑ์นี้ครอบคลุมธุรกรรมเงินสดแบบไหนบ้าง

– การเบิกถอนเงินสด

– การเบิกถอนเงินที่เกี่ยวข้องกับเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี เช่น การถอนเงินโดยออกเป็นเช็คเงินสด หรือการนำเช็คเงินสดไปขึ้น

4. ลูกค้าที่ต้องการเบิกถอนเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปที่สาขา ต้องทำอะไรบ้าง

กรณีลูกค้าต้องการถอนเงินสดที่สาขา หรือ การเบิกถอน/ขึ้นเงินจากเช็คเงินสดที่ไม่ขีดคร่อมเข้าบัญชี โดยมีจำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป

– ลูกค้าต้องดำเนินการ (1) แสดงตัวตน/ข้อมูลปัจจุบัน เช่น กิจการ อาชีพ (2) แจ้งวัตถุประสงค์การใช้เงินสด และแสดงเอกสารประกอบ (ถ้ามี) หากลูกค้าไม่สามารถแจ้งวัตถุประสงค์/เหตุผล/ความจำเป็น หรือไม่สามารถให้เอกสาร/ข้อมูลที่จำเป็นได้ สถาบันการเงินไม่สามารถทำธุรกรรมเบิกถอนเงินสดดังกล่าวให้ได้

กรณีลูกค้าต้องการโอนเงิน หรือใช้เช็คที่ขีดคร่อมเข้าบัญชี จำนวนตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป สามารถทำได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ติดตามหรือตรวจสอบเส้นทางการเงินได้

5. การตรวจสอบตัวตน/ วัตถุประสงค์การใช้เงินตามเกณฑ์ฉบับนี้ จะทำให้การรับบริการที่สาขา ใช้เวลานานกว่าเดิมหรือไม่

– กรณีธุรกรรมเงินสดที่ยอดไม่สูง หรือความเสี่ยงต่ำ ใช้เวลาทำธุรกรรมไม่แตกต่างจากเดิม

– กรณีธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท อาจใช้เวลามากขึ้นในบางกรณี จากการสอบถามข้อมูล/ขอเอกสารเพิ่มเติม

6. หากไม่สามารถทำธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาทได้ จะถือว่าบัญชีนั้นถูกอายัดหรือไม่

การตรวจสอบการทำธุรกรรมเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ไม่เกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชี ดังนั้น แม้ลูกค้าจะไม่สามารถเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทได้ (เนื่องจากไม่สามารถระบุชื่อผู้รับ/วัตถุประสงค์การใช้เงิน/ให้เอกสารประกอบ) ลูกค้ายังสามารถใช้บัญชีทำธุรกรรมอื่น ๆ ได้ตามปกติ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)