
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) สั่งฟ้องผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ซูเปอร์ ไมโคร คอมพิวเตอร์ อิงค์ (Super Micro Computer) ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดลักลอบส่งออกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงของสหรัฐฯ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ไปยังประเทศจีน ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรและข้อบังคับด้านการส่งออกที่รัฐบาลสหรัฐฯ บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2565
อัยการรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันเปิดเผยพฤติการณ์อันแยบยลของขบวนการนี้ว่า ผู้ต้องหาได้ส่งเซิร์ฟเวอร์ที่ประกอบในสหรัฐฯ ไปยังศูนย์ปฏิบัติการในไต้หวัน ก่อนส่งกระจายต่อไปยังประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ลงในกล่องพัสดุที่ไม่มีเครื่องหมายหรือโลโก้ใด ๆ แล้วจึงลักลอบส่งเข้าประเทศจีน
ความอุกอาจของขบวนการนี้คือการจัดฉากนำเซิร์ฟเวอร์ดัมมี่ (Dummy) หรือเครื่องปลอมที่ใช้งานไม่ได้นับพันเครื่องมาตั้งไว้เพื่อตบตา โดยภาพจากกล้องวงจรปิดมัดตัวว่า คนงานได้ใช้ไดร์เป่าผมลอกฉลากและหมายเลขซีเรียลออกจากเซิร์ฟเวอร์ของจริง เพื่อนำมาแปะทับบนเครื่องดัมมี่เหล่านั้น ขณะที่เครื่องจริงถูกลอบส่งออกไปแล้ว กระทรวงยุติธรรมระบุว่า แผนการนี้ทวีความอุกอาจขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบว่าเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. ถึงกลางเดือนพ.ค. 2568 มีเซิร์ฟเวอร์มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ถูกลอบส่งไปยังจีน
สำหรับผู้ต้องหาในคดีนี้ประกอบด้วย
1. เลี่ยว อี้เสียน พลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งซูเปอร์ ไมโคร ในปี 2536 และนั่งเก้าอี้บอร์ดบริหารเมื่อปี 2566
2. จาง รุ่ยชาง พลเมืองไต้หวัน ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายสาขาไต้หวัน
3. ซุน ถิงเหว่ย์ พลเมืองไต้หวัน ซึ่งเป็นพนักงานสัญญาจ้าง
โดยทางการสหรัฐฯ ได้เข้าจับกุมตัวเลี่ยวและซุนแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) ขณะที่จางยังคงหลบหนี
แม้คำฟ้องของ DOJ จะไม่ได้ระบุชื่อซูเปอร์ ไมโคร อย่างชัดเจนโดยใช้คำเลี่ยงว่า “ผู้ผลิตในสหรัฐฯ” แต่ทางบริษัทได้ออกมายอมรับว่าได้รับแจ้งเรื่องการสั่งฟ้องดังกล่าวแล้ว พร้อมชี้แจงว่าบริษัทไม่ได้ตกเป็นจำเลยในคดีนี้และกำลังให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ บริษัทยังได้สั่งพักงานเลี่ยวและจาง รวมถึงเลิกจ้างซุนทันทีที่ทราบเรื่อง
ข่าวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นของซูเปอร์ ไมโคร ร่วงลงถึง 11.85% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ
“พฤติกรรมของบุคคลที่ถูกระบุในคำฟ้องถือเป็นการละเมิดนโยบายและมาตรการควบคุมของบริษัท รวมถึงมีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงกฎหมายและข้อบังคับด้านการควบคุมการส่งออกที่บังคับใช้อยู่” แถลงการณ์ของซูเปอร์ ไมโคร ระบุ
อนึ่ง เลี่ยว อี้เสียน ถือเป็นบุคคลผู้กว้างขวางในแวดวงซิลิคอนแวลลีย์ ซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้งโรงงานประกอบคอมพิวเตอร์ของซูเปอร์ ไมโคร ที่ใช้ชิปจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างอินวิเดีย (Nvidia), อินเทล (Intel) และเอเอ็มดี (AMD)
อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยสเปกชิปที่ถูกลักลอบส่งออกในแผนการครั้งนี้ แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า อินวิเดียคือเจ้าตลาดชิป AI ที่ผลิตภัณฑ์มีราคาสูงเป็นอันดับต้น ๆ ในตลาด ซึ่งโฆษกของอินวิเดียได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับการปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น
“การลักลอบนำคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ เข้าไปในจีนถือเป็นการสร้างความเสียหายต่อทุกฝ่าย อินวิเดียไม่มีการให้บริการหรือสนับสนุนระบบใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย และกลไกการบังคับใช้กฎหมายของเรานั้นเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ” โฆษกของอินวิเดียกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)





