เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามตอ.กลาง กระทบ GDP ไทยปี 69 เสี่ยงโตไม่ถึง 0.7% แนะถือเงินสด-ดักหุ้นต้านเงินเฟ้อ

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด นอกจากนี้ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

อีกทั้งไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือน ม.ค. 69 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 65 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถและพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต

เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศจึงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และกดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที โดยในปี 2565 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะระดับ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซลในไทยเคยแตะระดับ 45 และ 35 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมี Room ให้ราคายังขยับขึ้นได้อีก

ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะรุนแรงเพียงใด ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) ดังนี้:

Scenario A: การลดความรุนแรงลงภายใน 1 เดือน (โอกาสเกิด 30%)

หากสงครามยุติได้เร็ว (คล้ายสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2533) ราคาน้ำมันดิบ BRENT จะแกว่งตัวในกรอบ $95-$105 ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด GDP ไทยปี 2569 จะยังเติบโตได้ราว 1.6% ภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้เร็ว เงินทุนไหลเข้า

Scenario B: สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิดสูงสุด 50% – Base Case)

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (คล้ายช่วงรัสเซีย-ยูเครนปี 2565) ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปที่ $110-$120 ต้นทุนที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่กดดันจะทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0-1.3% ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัว ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น และกำไรของภาคธุรกิจ (Margin) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Scenario C: สงครามลุกลามและบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20%)

นี่คือกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับวิกฤต Oil Shock ในปี 2516-2517 ราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจทะยานทะลุ $150-$200+ ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก GDP อาจเติบโตไม่ถึง 0.7% ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะหยุดนิ่ง นักลงทุนชะลอการลงทุน และที่สำคัญคือความเสี่ยงในการเกิดภาวะ Stagflation

สงครามที่ยังยืดเยื้อและความเสี่ยงที่เข้าใกล้โครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นเรื่อยๆ กดดันให้ต้นทุนพลังงานยืนระดับสูง พร้อมกับผลตอบแทนตราสารหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด Junk Bond Yield สหรัฐฯ เร่งขึ้นจาก 6.5% ช่วงต้นเดือน เป็น 7.2% ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากให้กับนักลงทุน สะท้อนจากดัชนี Fear & Greed Index ที่เหลือเพียง 15

กลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน: แนะนำถือเงินสด 30% – 50% ของพอร์ต สำหรับหุ้นเด่นแนะนำกลุ่มที่อิงสินค้าจำเป็น ได้แก่ CPAXT, CPF, TU, TRUE กลุ่มหุ้นที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ ได้แก่ BANPU, STA, PTTEP และกลุ่มหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ ได้แก่ BBL, KTB, SCB

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)