โพลชี้ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ค้านส่งเรือรบไปตะวันออกกลาง แม้คะแนนนิยมนายกฯพุ่งหลังหารือทรัมป์

ผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่คัดค้านการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้สถานการณ์สงครามในอิหร่าน ท่ามกลางแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ

ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์โยมิอุริเผยว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 67% คัดค้านการส่งกองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ของญี่ปุ่นไปยังตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับผลสำรวจของเอเอ็นเอ็น (ANN) ที่ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 52% คัดค้านการระดมกำลัง

อย่างไรก็ดี คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ จากผลสำรวจของโยมิอุรินั้นอยู่ที่ 71% และของเอเอ็นเอ็นที่ 65.2% โดยเสียงส่วนใหญ่พอใจผลการหารือระหว่างนายกฯ ญี่ปุ่นกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทาคาอิจิหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับทรัมป์เกี่ยวกับกรณีการสนับสนุนของญี่ปุ่นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อบรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงญี่ปุ่นและสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ต่อความลังเลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลกที่ขณะนี้ถูกอิหร่านปิดกั้นเป็นส่วนใหญ่

ทาคาอิจิระบุว่า เธอได้อธิบายต่อทรัมป์ว่าแม้ญี่ปุ่นจะมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจดังกล่าว แต่ก็มีข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ไม่อาจละเมิดได้ อย่างไรก็ตาม โทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งสัญญาณเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่า อาจมีการพิจารณาส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดไปปฏิบัติหน้าที่หลังจากที่มีการประกาศหยุดยิงแล้ว

ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงกังวลและไม่สนับสนุนการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการทหาร เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพ ญี่ปุ่นได้สละสิทธิ์ในการทำสงคราม แต่ยังคงไว้ซึ่งสิทธิในการป้องกันตนเองหากความมั่นคงของชาติถูกคุกคาม ซึ่งจนถึงขณะนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังมองว่าสงครามในอิหร่านยังไม่เข้าข่ายกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเคยส่งเรือกวาดทุ่นระเบิดไปยังตะวันออกกลางมาแล้วในอดีต โดยได้ส่งเรือกวาดทุ่นระเบิด 6 ลำไปยังอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนเม.ย. 2534 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เสร็จสิ้นปฏิบัติการพายุทะเลทรายในสงครามอ่าวไปแล้วกว่าหนึ่งเดือน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)