
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จับตาใกล้ชิดสงครามตะวันออกกลาง คาดเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกในเดือนเม.ย. เนื่องจากเรือสินค้าไม่กล้าแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ยืดเยื้อส่งผลกระทบยอดส่งออก-ยอดขายในประเทศหลุดเป้า
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.พ. 69 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 39.02% แต่ลดลงจากเดือนก.พ. 68 ที่ 0.05% ลดลงเล็กน้อยเพียง 41 คัน ขณะที่มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 53,363.33 ล้านบาท ลดลงจากก.พ. 68 ที่ 6.17%
โดยตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มุซไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดียและสิงคโปร์
“ช่วง 2 เดือนนี้ส่งออกไปตะวันออกกลางยังเติบโตดีอยู่ โดยมองว่าผลกระทบจากสงครามน่าจะส่งผลต่อการส่งออกทั้งหมดในภาพรวม ในเดือนเม.ย. มีรถบางรุ่นส่งไปไม่ได้ เรือบางลำไปถึงฮอร์มุซแล้วเรือไม่กล้าผ่านต้องวกกลับมา ทั้งนี้ ประเมินว่าถ้าสงครามยืดเยื้อ 2 แสนคันคงส่งไม่ถึง อยู่ระหว่างจับตาว่าจะทำให้เกิดเงินเฟ้อประเทศคู่ค้า ทำให้ทั่วโลกได้รับผลกระทบหรือไม่ ซึ่งจะทำให้อำนาจซื้อของผู้ค้าได้รับผลกระทบ อาจทำให้ส่งออกลดน้อยลง นอกจากนี้ ยอดขายในประเทศอาจได้รับผลกระทบ ถ้าสงครามและราคาน้ำมันมีราคาสูงนานก็เกิดภาวะเงินเฟ้อ อำนาจซื้อลดลง ยอดขายชะลอลง ก็จะทำให้สินค้าทุกอย่างราคาแพงขึ้น ยอดขายในประเทศไทยก็อาจไม่ถึงเป้าได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องขาดแคลนฮีเลียม เนื่องจากผลิตในประเทศการ์ตาค่อนข้างเยอะ ซึ่งฮีเลียมนั้นเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์” นายสุรพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับ 1 ในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง
ดังนั้น จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 68 ไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้น 0.61% จากปี 67 เท่ากับ 21.17% ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนก.พ. 69 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน ลดลงจากเดือนม.ค. 69 ที่ 0.37% แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 68 ที่ 3.43% เพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้น 22.83% และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้น 55.98% โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนม.ค.-ก.พ. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 236,338 คัน เพิ่มขึ้น 6.87% จากช่วงเดียวกัน
– การผลิตเพื่อส่งออก เดือนก.พ. 69 ผลิตได้ 81,006 คัน เท่ากับ 68.68% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 68 ที่ 4.59% และเดือนม.ค.-ก.พ. 69 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 160,692 คัน เท่ากับ 67.99% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 68 ระยะเวลาเดียวกัน 5.37%
– การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนก.พ. 69 ผลิตได้ 36,946 คัน เท่ากับ 31.32% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. 68 ที่ 0.97% และเดือนม.ค.-ก.พ. 69 ผลิตได้ 75,646 คัน เท่ากับ 32.01% ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.-ก.พ. 68 ที่ 10.19%
สำหรับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อด้านการผลิต นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปกติจะมีสต๊อกยืนยันออเดอร์ประมาณ 3 เดือน ดังนั้น ในเบื้องต้นน่าจะมีสต๊อกเพียงพอที่จะผลิตได้ 3 เดือน แต่หากสงครามยืดเยื้อนานกว่านั้น ก็จะทำให้ชิ้นส่วนที่มีสต๊อกหมด ก็อาจมีการปรับราคาขึ้นได้ เนื่องจากต้นทุนในการผลิต และการขนส่งโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าไร เนื่องจากสงครามเพิ่งเกิดขึ้นประมาณ 1 เดือน และชิ้นส่วนยังไม่มีการปรับราคา
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนก.พ. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลงจากเดือนม.ค. 69 ที่ 34.75% และลดลงจากเดือนก.พ. 68 ที่ 2.17% ลดลงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลง 18.56% จากเดือนเดียวกันปี 68 เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทย ยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลใหม่
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราว ๆ 1.2% ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย
ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.พ. 69 รถยนต์มียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ที่ 25.49%
“ยังไม่มีการปรับเป้ายอดขายหรือยอดส่งออกของปีนี้ เพราะสงครามยังเพิ่งเกิด 1 เดือน และยังไม่ทราบว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าไร ทั้งนี้ โดยปกติจะประชุมประเมินปรับเป้าประมาณเดือนมิ.ย.” นายสุรพงษ์ กล่าว
– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 5,744 คัน ลดลงจากเดือนก.พ. ปีที่แล้ว 22.12% โดยเดือนม.ค.-ก.พ. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 51,412 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.-ก.พ. ปีที่แล้ว 52.74% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 28 ก.พ. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 423,615 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 69.90%
– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 14,641 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. ปีที่แล้ว 21.50% โดยเดือนม.ค.-ก.พ. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 31,865 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.-ก.พ. ปีที่แล้ว 24.50% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 28 ก.พ. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 636,407 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28.61%
– ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่จำนวน 1,021 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก.พ. ปีที่แล้ว 0.10% เดือนม.ค.-ก.พ. 69 มียอดจดทะเบียนใหม่สะสมจำนวน 2,996 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนม.ค.-ก.พ. ปีที่แล้ว 43.08% สำหรับยอดจดทะเบียนสะสม ณ วันที่ 28 ก.พ. 69 มีจำนวนทั้งสิ้น 84,294 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 29.18%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)





