
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการกองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน และพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพ ณ ตลาดรังสิต จ.ปทุมธานี เพื่อติดตามภาวะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของ รมว.พาณิชย์
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าในตลาดรังสิต พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ระดับราคามีทั้งปรับเพิ่มขึ้น และทรงตัว แตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุนของแต่ละสินค้า อาทิ เนื้อไก่และเนื้อสุกร ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบ ขณะที่สินค้าบรรจุภัณฑ์มีการปรับราคาสูงขึ้นตามห่วงโซ่อุปทาน
อย่างไรก็ตาม สินค้าอาหารปรุงสำเร็จในตลาด เช่น ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง ยังไม่ปรับขึ้นราคา โดยผู้ประกอบการยังคงตรึงราคา และคงคุณภาพเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ ประชาชน เพื่อสื่อสารแนวทางมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลค่าครองชีพ ได้แก่
1) มาตรการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด (ธงฟ้า) และการเชื่อมโยงผู้ผลิต-ค้าส่ง-ค้าปลีก เพื่อลดราคาถึงมือประชาชน
2) มาตรการช่วยลดต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
3) การกำกับดูแลราคาสินค้า ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างใกล้ชิด
โดยการลงพื้นที่ดังกล่าว ยังได้มีการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ราคาสินค้าในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณายกระดับมาตรการทางกฎหมาย ในการเพิ่มเติมรายการสินค้าควบคุม อาทิ น้ำดื่มบรรจุขวด และเม็ดพลาสติก รวมถึงปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำยาล้างจาน เพื่อป้องกันการส่งผ่านต้นทุนที่ไม่เหมาะสมไปยังผู้บริโภค
นายนันทพงษ์ เน้นย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์จะกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อยู่ในระดับเหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
ทั้งนี้ หากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม การฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา การกักตุนสินค้า หรือการปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน โทร. 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)





