
น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งคณะทำงานเตรียมรับมือผลกระทบภาษีสหรัฐฯ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางเตรียมการรับมือ ภายหลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้การใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้มาตรา 122 กฎหมายการค้าขึ้นภาษีนำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก 10% เป็นเวลา 150 วัน สิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ รวมถึงเปิดไต่สวนประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า ค.ศ.1974 เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ เห็นว่าทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม
“ไทยถูกสหรัฐฯ กล่าวหาใน 2 ประเด็น คือ มีกำลังการผลิตเกินในบางอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ เช่น ปลา น้ำมันปลา อาหารสัตว์ และเสื้อผ้า ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ ได้หารือกับภาคเอกชน เพื่อทำข้อมูลแก้ต่าง และส่งความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรเข้าระบบไต่สวนของสหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เม.ย.นี้” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุ
ทั้งนี้ หากไทย และประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ไม่สามารถแก้ต่างได้ คาดว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากคู่ค้าที่ถูกเปิดไต่สวน ซึ่งแต่ละประเทศ อาจจะถูกจัดเก็บในอัตราแตกต่างกัน โดยคาดว่าสินค้าไทยที่จะถูกก็บภาษี จะเป็นกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่ามีกำลังการผลิตเกิน และเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่ใช้แรงงานภาคบังคับ และคาดว่าสหรัฐฯ อาจเร่งการไต่สวนเพื่อให้ทันกับการเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 ที่จะสิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ เพราะอาจนำการขึ้นภาษีตามมาตรา 301 มาใช้แทน
สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ นั้น น.ส.โชติมา กล่าวว่า ไทยยังคงเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดเพิ่งหารือร่วมกันเมื่อต้นเดือนก.พ.69 โดยสาระสำคัญของการหารือ จะอิงตามเนื้อหาที่อยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-สหรัฐฯ ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อเดือนก.ค.68 ที่มาเลเซีย เช่น การเจรจาลด/เลิกอุปสรรคทางการค้า ยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTB) ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้มีการหารือกันในรายละเอียด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)




