
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (27 มี.ค.) และปิดบวกในรอบสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับโอกาสหยุดยิงในสงครามอิหร่านที่ดำเนินมานานกว่า 1 เดือน
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 5.16 ดอลลาร์ หรือ 5.46% ปิดที่ 99.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 4.56 ดอลลาร์ หรือ 4.22% ปิดที่ 112.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นแล้ว 53% นับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน ขณะที่ WTI ปรับขึ้น 45% ตั้งแต่วันนั้น ส่วนในรอบสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นราว 0.3% ส่วน WTI ปรับขึ้นกว่า 1%
นักวิเคราะห์ของ StoneX ระบุว่า นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับความยืดเยื้อของสงคราม โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน หรือความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน จะสะท้อนเป็นพรีเมียมความเสี่ยงในราคาน้ำมัน
แม้ทรัมป์ขยายเวลาที่อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะเผชิญการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สหรัฐฯ ก็ได้ส่งทหารหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง และทรัมป์กำลังพิจารณาการใช้กำลังภาคพื้นเพื่อยึดเกาะ Kharg ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
สงครามอิหร่านทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าวิกฤตนี้รุนแรงกว่าภาวะวิกฤตน้ำมันสองครั้งในทศวรรษ 1970 รวมกัน
นักวิเคราะห์ของ UBS กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันที่ไหลผ่านช่องแคบยังถูกจำกัดทุกวัน สูญเสียมากกว่า 10 ล้านบาร์เรล ทำให้ตลาดน้ำมันตึงตัวมากขึ้น
ส่วนนักวิเคราะห์ของ Macquarie Group ระบุว่า ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว หากสงครามเริ่มคลี่คลาย แต่จะยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันสามารถปรับขึ้นถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสงครามยืดเยื้อต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.
ด้านผู้ผลิตน้ำมันรัสเซียเตือนผู้ซื้อว่าอาจประกาศเหตุสุดวิสัยต่อการส่งออกจากท่าเรือสำคัญในทะเลบอลติก หลังยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 มี.ค. 69)





