
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ของ บมจ. ราช กรุ๊ป [RATCH] ซึ่งมีวงเงินไม่เกิน 3.5 พันล้านบาทและมีอายุหุ้นกู้ไม่เกิน 10 ปีที่ระดับ “AA+” โดยบริษัทมีแผนจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินลงทุน พร้อมกันนี้ ทริสเรทติ้งยังคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทที่ระดับ “AA+” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “AA+” ด้วยเช่นกัน โดยแนวโน้มอันดับเครดิตยังคง “Stable” หรือ “คงที่”
อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 2 ขั้นจากอันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile — SACP) ซึ่งอยู่ที่ระดับ “aa-” ซึ่งสะท้อนสถานะของบริษัทที่เป็น “บริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์” ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) โดยอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทที่เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีการลงทุนที่มีความหลากหลายและมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรยังคงถูกจำกัดจากแรงกดดันด้านสถานะความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการพึ่งพารายได้จากเงินปันผลจากบริษัทร่วมที่มากขึ้นและการมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศแม้ว่าการรวมงบการเงินของโครงการโรงไฟฟ้าหินกองเพาเวอร์ (HKP) เข้ามาในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้บางส่วนก็ตาม
ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ยังคงแข็งแกร่งโดยมี EBITDA อยู่ที่จำนวน 1.51 หมื่นล้านบาทซึ่งสูงกว่าประมาณการของทริสเรทติ้ง ประมาณ 10% ผลการดำเนินงานที่ดีกว่าคาดดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากรายได้เงินปันผลที่สูงขึ้นและการรวมงบการเงินของโรงไฟฟ้า หินกองเพาเวอร์เข้ามา ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าการรวมงบการเงินของโรงไฟฟ้าหินกองเพาเวอร์จะช่วยทำให้สถานะหนี้สินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไปเนื่องจากโครงการดังกล่าวมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ประมาณ 4-5 เท่าซึ่งต่ำกว่าระดับโดยรวมของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทที่ระดับ 6.3 เท่า ณ สิ้นปี 2568 อาจสะท้อนภาระหนี้ที่สูงเกินจริงเนื่องจากบริษัทมีการรับรู้ EBITDA ของโรงไฟฟ้าหินกองเพาเวอร์เพียงแค่ 1 ไตรมาสในขณะที่หนี้สินทางการเงินของโครงการดังกล่าวถูกรวมเข้ามาหมดทั้งจำนวนแล้ว
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในระดับที่จำกัด ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าประเภทใช้เชื้อเพลิงของบริษัทส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากกลไกการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับหน่วยงานสาธารณูปโภคภาครัฐและผู้ดำเนินการระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติหรือโดยผ่านกลไกตามราคาตลาด
การรวมหนี้ที่มีหลักประกันของโรงไฟฟ้าหินกองเพาเวอร์จำนวนประมาณ 2.28 หมื่นล้านบาทเข้ามาในงบการเงินรวมได้ส่งผลทำให้หนี้สินทางการเงินรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 1.11 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 48.7% จากประมาณ 36% ณ เดือนมิถุนายน 2568 ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะบริหารจัดการสัดส่วนของหนี้ดังกล่าวให้อยู่ต่ำกว่าระดับเกณฑ์ของทริสเรทติ้งที่ 50%
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับที่น่าพอใจเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจาก บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (RATCHGEN) นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่ากำไรและภาระหนี้สินของบริษัทจะยังคงสอดคล้องกับประมาณการกรณีฐานของทริสเรทติ้งและบริษัทจะยังคงดำรงสถานะเป็น “บริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์” ของ กฟผ. ต่อไปอีกด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)





