นายกฯ การันตี “พิพัฒน์” นั่ง ผอ.ศบก.ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ย้ำไทยยังไม่ถึงขั้นภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีกระแสโจมตีไปยังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) ว่า นายพิพัฒน์ทำงานหนัก พร้อมกับยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ยอมรับว่า นายพิพัฒน์ เคยขอออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. ซึ่งได้มีการเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ตนเป็นคนไม่อนุมัติให้ออก เพราะเห็นว่านายพิพัฒน์เป็นคนทำงาน รู้กลไก และต้องใช้ประสบการณ์ของคนเหล่านี้ มาทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน ย้ำว่า การทำงานภายใต้การติดตามตรวจสอบจากทั้งสื่อมวลชน ประชาชน นักวิชาการ รวมทั้งคอมเมนเตเตอร์ต่าง ๆ ตลอดจนในคณะรัฐมนตรีด้วยกันเองขนาดนี้ เชื่อว่าเป็นใคร ก็คงไม่กล้าที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง

“สมมติท่านพิพัฒน์ เพียงแค่คิดว่าถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ รับรองว่าผมก็ทราบ และผมให้ความมั่นใจเลยว่า มีไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งที่นายพิพัฒน์ ได้ดำเนินการ หลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล สถานการณ์เรื่องการเติมน้ำมัน การบริการตามปั๊มก็ต้องถือว่าเกือบเข้าสู่ขั้นตอนปกติแล้

“ถ้าบางคนจะไปถ่ายภาพปั๊มใดปั๊มหนึ่งมาลง แล้วบอกว่าปั๊มนี้ยังปิด ต้องบอกว่า ผมดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า เพราะผมบอกแล้วว่า ถ้าทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์เรื่องน้ำมันได้ การสัญจรไป-มาช่วงสงกรานต์ก็จะไม่มีปัญหา เป็น KPI เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว

โดยเมื่อถามว่า แสดงว่านายกรัฐมนตรีมั่นใจในตัวนายพิพัฒน์ ถึงได้มอบหมายให้ทำงานในส่วนนี้ และไม่กังวลหากมีใครจะมาเช็คบิล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพิพัฒน์ เป็นรมว.คมนาคม ส่วนกรรมการ ศบก.เป็นชุดเฉพาะกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตนตั้งใจจะมอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังเป็นประธาน แต่ต้องมี รมว.คมนาคม อยู่ในคณะกรรมการด้วย ซึ่งนายพิพัฒน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 นายเอกนิติก็บอกว่าไม่เป็นไร จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ชื่อนายพิพัฒน์ เป็นประธาน

“ผมไม่อยู่ในคณะกรรมการ ยังมาประชุมทุกบ่าย เราทำงานเป็นทีมเวิร์ค ทำงานด้วยกัน ตำแหน่งตรงนั้น เอาไว้กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดของแต่ละคน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนกรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีต รมว.พลังงาน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบริหารสถานการณ์พลังงาน จะเป็นการผิดมารยาทพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ ไม่ได้เป็น สส.แล้ว อาจพูดในฐานะอดีต รมว.พลังงาน อาจจะอยากจะให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะปฏิบัติหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะตัดสินใจ รัฐบาลรับฟังความเห็นทั้งหมดที่มาถึง

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า สถานการณ์พลังงานขณะนี้ ถือว่าคลี่คลายตามลำดับ และดีขึ้นเรื่อย ๆ มีการใช้เครือข่ายของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย เช่น ปตท. เชลล์ คาลเท็กซ์ ซึ่งงมีเครือข่ายการนำเข้าน้ำมันดิบ และให้คำยืนยันว่ายังไม่มีความผิดปกติใด ๆ ในการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไม่ได้เสียสมาธิในการทำงาน แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมัน และต้องทำให้ความกังวล ความห่วงใยของประชาชนเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด ซึ่งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางก็ยังมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่ต้องบริหารจัดการให้ได้คือ ต้องให้ความมั่นใจว่าน้ำมันในประเทศไทยจะต้องไม่หายไปในระบบ ซึ่งก็ยังมีความมั่นใจอยู่

ส่วนกรณีที่นักวิเคราะห์มองว่าภายในเดือนเม.ย.นี้ ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ อาจจะพุ่งสูงถึงลิตรละ 60 บาทนั้น นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า เรื่องราคามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้น ถือว่าอยู่ในทุกวงการ ไม่ใช่เฉพาะแค่น้ำมัน ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องค่อยแก้ปัญหาว่า supply ต้องไม่มีผลกระทบ และขอย้ำว่าน้ำมันมีเพียงพอให้บริการ และยิ่งประชาชนให้ความร่วมมือ ช่วยกันประหยัดช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยลดการใช้น้ำมันเหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้มีความมั่นคงในด้านพลังงานสูงขึ้นไปอีก

เมื่อถามว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีของขวัญให้ประชาชนด้วยการลดราคาน้ำมันหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ตามกลไกลตลาด”

ส่วนกรณีที่ประเทศฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแล้ว ประเทศไทยจะต้องเตรียมที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทย ยังไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทางด้านพลังงาน

ส่วนจะบริหารความรู้สึกประชาชนกับราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามจะทำให้ดีที่สุด และเชื่อว่า พี่น้องประชาชนจะเข้าใจว่าสถานการณ์ของโลกในขณะนี้เป็นอย่างไร เพราะน้ำมันในต่างประเทศก็มีราคาสูงทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ราคาลิตรละ 100 กว่าบาท สหรัฐอเมริกา ลิตรละ 90 บาท มาเลเซีย ลิตรละ 47 บาท ถือว่าราคาน้ำมันปรับขึ้นทั่วโลก แต่ถ้าประเทศอื่นราคาน้ำมันอยู่นิ่ง แต่ราคาประเทศไทยกลับขึ้นไป ก็ต้องมาดูว่ามีเรื่องใดที่ผิดปกติ

เมื่อถูกถามว่า หากมีรัฐบาลใหม่และมีอำนาจเต็มแล้ว การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ จะไฉไลมากกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน เชื่อว่า การบริหารงานจะสะดวกราบรื่นอยู่แล้ว เพราะทุกคนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและข้อสั่งการของตน ในฐานะนายกรัฐมนตรี

“รัฐมนตรีของผม ไม่เคยมีใครบอกว่าขอมีอำนาจเต็มก่อนแล้วค่อยทำงาน ไม่มีใครกล้าพูด เพราะรู้ว่าถ้าใครพูด จะถูกผมตำหนิ เพราะหัวหน้ารัฐบาลเป็นคนเดิม” นายอนุทิน ระบุ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)