
บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) จับมือภาครัฐ-เอกชน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและไขความเข้าใจนหัวข้อ “Solar Rooftop: มาตรการใหม่คืนภาษี 200,000 บาท พลิกเกมพลังงานบ้านไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้นทุน ผลตอบแทนของการติดตั้ง และผลเชิงเศรษฐกิจทั้งต่อครัวเรือนและประเทศ โดยตอกย้ำว่า Solar Roof คือการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ลดค่าไฟเฉลี่ย 30–60% ต่อปี ด้าน KTC พร้อมจัดโปรโมชั่น ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน และเครดิตเงินคืน หวังช่วยแบ่งเบาภาระผู้บริโภคและผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า เคทีซีให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของสมาชิกมาโดยตลอด โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดและความยั่งยืน (SD) มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุด 200,000 บาท ถือเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้จริง และช่วยให้สมาชิกวางแผนบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างไม่กระทบรายได้หลัก จากอินไซต์การใช้จ่ายของสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับ Solar Rooftop เติบโตต่อเนื่อง
โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนประกาศมาตรการลดหย่อนภาษี เมื่อนำข้อมูลก่อนและหลังการออกมาตรการมาเปรียบเทียบกัน พบว่า การใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านบัตรเคทีซีในหมวด Solar Roof เพิ่มขึ้น 110% และจำนวนธุรกรรมเติบโตขึ้น 40% สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อ Solar Roof ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เห็นชัดว่าผู้บริโภคเริ่มมองพลังงานแสงอาทิตย์ในฐานะ ‘เครื่องมือบริหารต้นทุนระยะยาว ซึ่งมาตรการดังกล่าวเชื่อว่าจะหนุนให้การใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี ในหมวด Solar Roof เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีนี้ เนื่องจากทิศทางการเติบโตของการติดตั้ง Solar Roof ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง
“เคทีซีจึงทำหน้าที่เป็น Financial Enabler ที่ช่วยให้สมาชิกบริหารค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ง่ายขึ้น ด้วยการผ่อนชำระเป็นรายเดือน ผ่านสิทธิพิเศษร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการ Solar กว่า 21 รายทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเครือข่ายพันธมิตรเป็นกว่า 35 ราย ภายในสิ้นปี 2569 โดยทุกรายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันและการติดตั้ง Solar Roof ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพื่อให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีและบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” รวมกว่า 3 ล้านบัตร มั่นใจได้ถึงคุณภาพเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการติดตั้ง และความคุ้มค่าในระยะยาว โดยสมาชิกยังสามารถรับสิทธิผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน และใช้คะแนน KTC FOREVER แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 – 30 พฤศจิกายน 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่าย สะดวก และก้าวจาก Smart Living ไปสู่ Smarter Living ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”
นางสาวจารุวรรณ พิพัฒน์พุทธพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มติดตามและประเมินผล กองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน (พพ.) เผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนเจ้าของบ้านได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ต้องการลดค่าไฟในระยะยาวและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระดับครอบครัว
โดยผู้มีสิทธิต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า ติดตั้งระบบโซลาร์ครอบคลุมทั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปอย่างเดียว และระบบที่มีแบตเตอรี่สำรองไฟ (Solar Rooftop + Battery) แต่ต้องเป็นระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า (On-Grid) บนหลังคา ดาดฟ้า หรือพื้นที่อยู่อาศัยจริง กำลังการผลิตไม่เกิน 10 kWp และต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่ออก e-Tax Invoice พร้อมทั้งต้องเชื่อมต่อระบบกับโครงข่ายไฟฟ้า (MEA หรือ PEA) ให้เสร็จและต้องยื่นขอใช้สิทธิ์ในปีภาษีที่ได้รับเชื่อมต่อเท่านั้น มาตรการนี้จำกัดหนึ่งหลัง–หนึ่งสิทธิ และใช้ได้ครั้งเดียวตลอดโครงการจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 71
จึงถือเป็นทั้งมาตรการช่วยลดภาระภาษีและลดค่าใช้จ่ายการลงทุนติดตั้งระบบฯ หากติดตั้งขนาด 5kW จะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 2,000-2,500 บาท/เดือน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรศึกษาหลักเกณฑ์การใช้สิทธิให้ครบถ้วนตามที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และร่วมกันสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว”
ทั้งนี้สำหรับกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้เสียภาษี ภาครัฐมีมาตรการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ความร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ขณะเดียวกันมาตรการลดหย่อนภาษีนี้ คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิราว 90,000 ครัวเรือน โดยประโยชน์จากโครงการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้า 585 ล้านหน่วยต่อปี ลดการนำเข้าก๊าซ LNG 94,000 ตัน ลดการปล่อย Co2 0.28 ล้านตันต่อปี อีกทั้งสร้างงานสร้างอาชีพมากกว่า 450 ตำแหน่ง
นอกจากมาตรการดังกล่าว กระทรวงพลังงานมีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในหลายรูปแบบ และหลายภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่นโซลาร์ภาคประชาชน หรือโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย ซึ่งเป็นการติดตั้งระบบ Solar rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก และไฟฟ้าส่วนที่เหลือสามารถขายให้ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) โดยภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อเป็นเวลา 10 ปี แม้ปัจจุบันโควตาเดิมจะเต็มแล้ว แต่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเป้าหมายใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะชัดเจนภายในปีนี้
นายเอกภัทร ปัญญาแก้ว ประธานบริหาร บริษัท เอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า หลังภาครัฐประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้ง Solar Rooftop วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เราเห็นแรงกระเพื่อมด้านดีมานด์อย่างชัดเจน ยอดติดตั้งเพิ่มขึ้นราว 30-40% โดยมีทั้งปัจจัยฤดูร้อนซึ่งเป็นไฮซีซันของโซลาร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ครอบครัวไทยมองเห็นภาพ ‘ผลิตไฟเอง-ชาร์จเอง-ประหยัดจริง’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อกำหนดด้านมาตรฐานอุปกรณ์ระดับสูงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรม เพราะผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานอยู่แล้วจะได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของตลาดในระยะยาว
ทั้งนี้ปัจจุบันเอโซลาร์ คอร์ปอเรชั่น มีฐานลูกค้าราว 6,000 ราย ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวรวมทั้งความร่วมมือกับ KTC คาดว่า ฐานลูกค้าจะขยายเพิ่มไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย
นางสาวอัจฉรา ปู่มี ผู้ก่อตั้งและประธานบริหาร บริษัท แพค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับวันนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของพลังความร่วมมือที่ทำให้การใช้โซลาร์เกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐออกมาตรการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีให้เท่าทันยุคสมัย เคทีซีทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ผู้บริโภคเข้าถึงโซลูชันได้ง่ายขึ้น และสื่อมวลชนช่วยสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่ประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเข้าใจที่ถูกต้อง’ เมื่อประชาชนรู้ว่าต้องเตรียมอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร และควรเริ่มต้นตรงไหน มาตรการนี้จะกลายเป็นแรงขับที่ทำให้บ้านไทยก้าวสู่ Smarter Living ได้จริงในอนาคตอันใกล้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 เม.ย. 69)





