
บล.ไพน์เวลท์ โซลูชั่น (Pine Wealth) รุกขยายธุรกิจปีนี้วางเป้าดัน AUM โตเท่าตัวแตะ 3 หมื่นล้านบาท จากปีก่อน 1.6 หมื่นล้านบาท พุ่งเป้าเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนเพิ่ม 200 ราย พร้อมดึง American Express ร่วมให้สิทธิพิเศษ มองภาพไตรมาส 2/69 คาดความตึงเครียดสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เดือน เม.ย.อาจใช้กำลังรุนแรงใส่กันมากขึ้น ราคาน้ำมันทรงตัวสูงนานดันเงินเฟ้อถีบตัวขึ้น แนะกลยุทธ์ Inflation Hedge ลงทุนตลาดรับประโยชน์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้น อย่างเช่น บราซิล รวมไปถึงทองคำ ให้กรอบปีนี้ ที่ 5,500-5,700 เหรียญ/ออนซ์
นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ Pine Wealth เปิดเผยว่า ในปี 69 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเป็น 30,000 ล้านบาท เพิ่มเท่าตัวจากปีก่อน และกำไรสุทธิคาดว่าจะเติบโต 40% จาก 27.84 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44%
บล.ไพน์ ได้จัดกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่กว่า 30,000 ราย เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) The Pinnacle Pines (AUM 100 ล้านบาทขึ้นไป) (2) Canopy Pines (AUM 50 ล้านบาทขึ้นไป) (3) Sapling Pines (AUM 10 ล้านบาทขึ้นไป) (4) Pinercone (AUM ต่ำกว่า 10 ล้านบาท)
นายพงศกร กล่าวว่า ปีนี้จะโฟกัสกลุ่ม The Pinnacle Pines ตั้งเป้าขยายฐานเพิ่มอีก 200 ราย จากปัจจุบัน 50-60 ราย โดยล่าสุดจับมือพันธมิตร American Express มอบสิทธิ์การถือบัตรเครดิต American Express Platinum Card โดย บล.ไพน์ฯจะสนับสนุนค่าธรรมเนียมบัตรรายปีให้กับลูกค้าในรูปแบบหน่วยลงทุน ถือเป็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
ส่วนกลุ่ม Canopy Pines และ Sapling Pines บริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Target Car Center ผู้นำเข้ารถซูเปอร์คาร์ระดับพรีเมียม มอบส่วนลดพิเศษและสิทธิประโยชน์ด้านการเช่า รวมถึงการบำรุงรักษาแบบครบวงจรสูงสุดถึง 15%
นายพงศกร กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเพิ่มทีมงานดูแลลูกค้า เป็น 22 คนจาก 12 คน ซึ่งถือเป็นทีมงานที่มีความแข็งแรงในการดูแลลูกค้า โดยให้ลูกค้าได้ลงทุนอย่างเหมาะสม ในแต่ละช่วงจังหวะเวลาลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า The Pinnacle Pines เชื่อว่าเป็น Niche Market
ชูกลยุทธ์ Inflation Hedge สู้ภาวะสงคราม
นายปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน Pine Wealth กล่าวว่า ในไตรมาส 2/69 ภาพสงครามตะวันออกกลางน่าจะไปต่ออีกสักระยะหนึ่ง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวระดับสูงนาน น้ำมันดิบอาจไปถึง 120-130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจโลกปีนี้ไม่โต ส่งผลให้การลงทุนผันผวน ทองคำถูกเทขาย ไม่ได้เป็น Safe Heaven แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ปรับตัวขึ้น ได้แก่ เหล็ก อลูมิเนียม เป็นต้น
ขณะที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้น โอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับลดดอกเบี้ยแทบไม่มี ซึ่งเห็นว่าธนาคารกลางในยุโรปมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อน พลิกจากก่อนหน้าที่ทิศทางดอกเบี้ยเป็นขาลงที่เอื้อต่อกลุ่มเทคโนโลยี
นายปิยะทัศน์ มองว่า ในเดือน เม.ย. สหรัฐาจใช้กำลังรุนแรงโจมตีอิหร่าน ขณะที่อิหร่านก็สู้ไม่ถอย เชื่อว่าจะมีการตอบโต้รุนแรงมากขึ้นจนสถานการณ์สุกงอมก่อนจะมีการเจรจากัน ตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐานอีกครั้ง ดังนั้น แนะกลยุทธ์ Inflation Hedge ลดความเสี่ยง โดย Upgrade ตลาดหุ้นบราซิล ซึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตเนื่องจากมีสินค้า Commodity อยู่มาก รวมทั้งน้ำมัน ทำให้รับผลกระทบจากสงครามน้อย นอกจากนี้ให้น้ำหนักกับเกาหลีใต้ โปแลนด์
ในส่วน AI Disruption ยังคงอยู่ แต่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตได้ดี แนะให้เปลี่ยนการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีมากลุ่มประเทศ Emerging Market นอกจากนี้มองว่า ทองคำ เป็น Inflation Hedge ได้ดี โดยมองราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 5,500-5,700 เหรียญ/ออนซ์ โดยเมื่อเศรษฐกิจแย่ลงคนจะให้ความสนใจทองคำมากขึ้น ธนาคารกลางจะกลับมาเก็บทองคำต่อเนื่อง
“พอร์ตการลงทุนปีนี้ควรให้น้ำหนักกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก และเลือกลงทุนกองทุนที่มีการกระจายตัวเหมาะสมกับเป้าหมายและระยะเวลา โดยในระยะสั้นผู้ลงทุนควรหลีกเลี่ยงกองทุนที่มีนโยบายลงทุนแบบกระจุกตัวสูงควบคู่ไปกับการมองหาตลาดการลงทุนที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว และมี Valuation ที่ถูกกว่าเมื่อเปรียเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยกตัวอย่างหุ้นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา”
ทั้งนี้แนะนำกระจายลงทุนกองทุนสหรัฐ S&P500 , ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่ง 2 ประเทศนี้ฟื้นตัวได้เร็ว , ยุโรป ,เวียดนาม,เอเชียเหนือ , ตราสารหนี้ระยะกลาง นอกจากนี้ มีกองทุนทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น แร่หายาก เหมืองทองคำ Utility ที่มีความต้องการสูงจากการลงทุน Data Center และธีมความมั่นคง เป็นต้น ขณะที่ downgrade ตลาดหุ้นอินเดีย
ส่วนตลาดหุ้นไทยยังไม่ให้น้ำหนักลงทุน คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูง หากสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือนน่าจะรับผลกระทบรุนแรง ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น GDP จากเดิมโตต่ำกว่า 2% อาจจะมีการปรับลดลงอีก โดยให้แนวรับดัชนี SET ที่ 1,300 จุด โดยเป้าปีนี้อยู่ที่ 1,400-1,450 จุด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)





