
เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน เชส (JPMorgan Chase) ธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เตือนเมื่อวันจันทร์ (6 เม.ย.) ว่า สงครามในอิหร่านอาจสร้างผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง รวมถึงทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งมีแนวโน้มทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น และท้ายที่สุดอาจผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน
คำเตือนดังกล่าวถูกระบุไว้ในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น โดยมีขึ้นหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ด้วยการขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านในวันนี้ (7 เม.ย.) หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญ
ไดมอน ซึ่งบริหารเจพีมอร์แกนมานานสองทศวรรษ ระบุด้วยว่า ภาคสินเชื่อเอกชน (private credit) อาจไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ แม้ว่านักลงทุนเริ่มถอนเงินออกจากกองทุนประเภทดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้
นอกจากนี้ ไดมอนยังกล่าวถึงความท้าทายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายประเด็น ทั้งสงครามในยูเครน ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในวงกว้าง รวมถึงความตึงเครียดกับจีน
เขาระบุเพิ่มเติมว่า ยังต้องใช้เวลาในการประเมินว่าสงครามในอิหร่านจะสามารถบรรลุเป้าหมายของสหรัฐฯ ได้หรือไม่ พร้อมชี้ว่า การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดจากอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เกิดจากสงคราม ทำให้ตลาดส่วนใหญ่ลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังจากที่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินในปีที่ผ่านมาได้ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)





