โบรกชี้ตลาดหุ้นโลกเริ่มชินชาแม้จับตาเส้นตายสหรัฐถล่มอิหร่าน ดีเซลพุ่งดันเงินเฟ้อทุบ GDP ทรุด

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกกำลังอยู่ในสภาวะ “WAIT & SEE” เพื่อรอดูความชัดเจนของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 38 แม้ในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศตัวกลาง (เช่น ปากีสถาน อียิปต์ ตุรกี) ในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 45 วัน แต่อิหร่านได้ปฏิเสธและยืนกรานที่จะยุติสงครามแบบถาวร ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณขีดเส้นตายยกระดับการโจมตีอิหร่านเร็วที่สุดในวันที่ 8 เม.ย. นี้ เวลา 7.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อกดดันให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำขู่ที่กลับไปกลับมา ตลาดการเงินเริ่มมีอาการ “ชินชา” โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P500 สามารถปรับตัวบวกขึ้นได้ 4 วันติดต่อกัน (+4.2%) ซึ่งเป็นการบวกในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นเพียงกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลง ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตน้ำมันอย่างกลุ่ม OPEC+ มีมติช่วยบรรเทาสถานการณ์โดยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 2.06 แสนบาร์เรล/วัน ในเดือน พ.ค. 2569

ดีเซลทะลุ 50 บาท ทุบต้นทุนพุ่ง-ฉุด GDP ไทยร่วง 0.4% สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศไทย แหล่งข้อมูลเตือนถึงวิกฤตด้านต้นทุนพลังงานอย่างหนัก หลังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวพุ่งสูงขึ้นตามทิศทางน้ำมันดิบโลก โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดีเซล (ไฮดีเซล S) ได้ทะลุระดับ 50.54 บาทต่อลิตรไปแล้ว ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรวมกว่า 20.41 บาท ขณะที่แก๊สโซฮอล์ 95 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร

การปรับขึ้นราคาพลังงานอย่างรุนแรงนี้ ได้ส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งท้ายที่สุดจะผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น คาดว่าจะดันให้อัตราเงินเฟ้อเดือน มี.ค. 2569 เร่งตัวขึ้นเป็น +0.20% YoY (จากเดิม -0.88%) และประเมินว่าวิกฤตน้ำมันแพงระลอกนี้จะสร้างผลกระทบเชิงลบฉุดรั้งให้ GDP ของไทยลดลงถึง 0.4%

และ เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้คลอด 2 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ ลดภาษีสรรพสามิตดีเซล 1 บาท/ลิตร เป็นเวลา 30 วัน (เริ่มสัปดาห์ที่ 2 ของ เม.ย.) คุมเพดานค่าการตลาดโรงกลั่น ให้เฉลี่ยไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร (หากเกินต้องส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลในการคำนวณราคาใหม่ช่วงวันที่ 7-10 เม.ย. นี้

ด้านนโยบายการเงิน คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรอดูสถานการณ์ เนื่องจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกิดจากต้นทุนพลังงาน (Cost-Push Inflation) การขึ้นดอกเบี้ยจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว

กลยุทธ์การลงทุน: ดักเก็บหุ้น De-escalation – สัญญาณบวกกลุ่มชิป ในสภาวะที่ตลาดไม่ค่อยตอบสนองต่อประเด็นความตึงเครียดของสงครามเท่าอดีต แหล่งข้อมูลประเมินว่าตลาดหุ้นไทยวันนี้อาจถูกกดดันจากแรงขายในหุ้นกลุ่มน้ำมันเพื่อรอดูประเด็นการปรับโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม “DE-ESCALATION” (หุ้นที่จะได้อานิสงส์หากความตึงเครียดคลี่คลาย) ได้แก่ BDMS, BH, ERW, BBL, KTB, CBG และ ICHI รวมถึงกลุ่ม Soft Commodity เช่น CPF และ NER โดยมีหุ้น Prime Picks ประจำวันคือ TRUE, ERW และ BBL

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)