
รัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาประกาศแผนปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานภาครัฐ เพื่อบรรเทาความกดดันจากสภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน และแก้ไขปัญหาค่าแรงหยุดนิ่งที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อค่าครองชีพของครัวเรือน
เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลในวันพุธ (8 เม.ย.) ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าจะเป็นการปรับเพิ่มอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมสภาวะเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่จะปรับขึ้น
โรดริเกซกล่าวว่า เป้าหมายหลักของรัฐบาลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คือการฟื้นฟูรายได้ของแรงงานอย่างมั่นคงและค่อยเป็นค่อยไป โดยจะอาศัยรายได้จากการเติบโตในภาคการผลิตไฮโดรคาร์บอนและภาคการทำเหมืองแร่ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ทันทีเมื่อการผลิตฟื้นตัว
ทั้งนี้ แม้ข้อมูลจากธนาคารกลางเวเนซุเอลาจะเผยให้เห็นว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนก.พ. ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 14.6% จาก 32.6% ในเดือนม.ค. แต่เวเนซุเอลายังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลก
ปัจจุบัน ค่าจ้างขั้นต่ำของเวเนซุเอลาคงอยู่ที่ระดับ 130 โบลิวาร์ (ประมาณ 9 บาท) ต่อเดือน มาตั้งแต่เดือนมี.ค. 2565 ซึ่งมีมูลค่าเพียงไม่กี่เซนต์เมื่อเทียบเป็นเงินสกุลดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม พนักงานภาครัฐจำนวนมากมีรายได้รวมจากโบนัสและเงินช่วยเหลืออื่น ๆ ซึ่งทำให้รายได้ต่อเดือนอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,800 บาท)
ในการแถลงครั้งนี้ โรดริเกซยังได้เรียกร้องอีกครั้งให้สหรัฐอเมริกายุติมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่เริ่มเป็นมิตรมากขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ในปฏิบัติการบุกจู่โจมที่กรุงคาราคัสเมื่อต้นปีนี้
ขณะนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำงานร่วมกับโรดริเกซ และพยายามขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและเหมืองแร่ของเวเนซุเอลา ซึ่งโรดริเกซเองก็สนับสนุนการออกกฎหมายที่เปิดทางให้เอกชนและต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่ารัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาสินทรัพย์ที่ถือเป็นยุทธศาสตร์ของรัฐ และย้ำว่าใครที่คาดหวังจะเห็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจน้ำมัน PDVSA ให้เป็นเอกชนทั้งหมดจะต้องผิดหวัง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)





