บอร์ด กสทช.ถกเดือด 3 ชม.ยังไม่จบ เลื่อนเคาะแผนแม่บทสื่อฉบับใหม่-ยันต้องสอดคล้องเทคโนโลยีอนาคต

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กสทช.วานนี้ (8 เม.ย.) ได้พิจารณาวาระสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573)

ที่ประชุมมีการอภิปรายร่างแผนแม่บทฯ อย่างกว้างขวาง เพื่อกำหนดทิศทางพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในระยะ 5 ปี โดยต้องการให้ทุกส่วนในสังคมได้รับประโยชน์จากการบริหารคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับเทคโนโลยีในอนาคต ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ภายใต้กฎกติกาและแนวทางการกับดูแลที่ยืดหยุ่น สอดคล้อง เหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ได้รับการส่งเสริม พัฒนาคุณภาพ ได้มาตรฐานสากลบนพื้นฐานของจริยธรรม และมีความเข้มแข็ง ประชาชนได้รับบริการที่ดี และได้รับค่าบริการที่เป็นธรรม เข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม รวมทั้งการพิจารณาเกี่ยวกับการให้บริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตโดยในเบื้องต้นจะเป็นการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม กสทช.ยังพิจารณาวาระนี้ไม่เสร็จสิ้น โดยจะมีการพิจารณาวาระนี้อีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

ขณะที่ นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า การประชุมกรรมการกสทช.ตั้งแต่เช้าจนบ่ายแก่ๆ แต่ก็ผ่านไปได้เพียง 2 ประเด็นในวาระดังกล่าว แค่ประเด็นการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่ให้บริการแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตก็หมดไป 3 ชั่วโมงแล้ว

นอกเหนือจากบรรจุเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจากเนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือนและเป็นอันตรายเป็นสาระสำคัญหนึ่งของแผนแม่บทฉบับใหม่แล้ว กรรมการ กสทช.ยังเห็นพ้องที่จะมีกรอบแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยให้มีการพัฒนากลไกการกำกับดูแลและส่งเสริมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การประกอบกิจการบริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและระบบอื่นใดอยู่ภายใต้กติกาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป

“ขอบคุณกรรมการ และ จนท.กสทช. และทีมงาน support ทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในวันนี้ ความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดาขององค์กรกลุ่ม แต่ตราบใดที่เป้าหมายคือ ประโยชน์สาธารณะ และการสร้างสังคมที่ดีสำหรับทุกคน ก็ต้องหาจุด reconcile กันได้ในที่สุด หนทางยังอีกยาวไกล หลังสงกรานต์ในวันที่ 21-22 เมย. ก็ต้องกลับมาพิจารณา (ร่าง)แผนแม่บทให้เสร็จ ต่อด้วย วาระ roadmap ทีวีดิจิทัลเพื่อเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 และวาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายวาระ”น.ส.พิรงรอง ระบุ

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช.ระบุว่า วาระสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อร่างประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 ได้เลื่อนการพิจารณามาจากเมื่อเดือน ม.ค.69 แต่ก็พิจารณาไปเพียงประเด็นแรก จาก 4 ประเด็น คือ

1) กสทช. มีอำนาจหน้าที่ที่จะคุ้มครองจากข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวง เนื้อหาที่เป็นอันตรายจากการเผยแพร่ของผู้ประกอบการได้หรือไม่

2) ยุทธศาสตร์เรื่องการกำกับดูแล การออกหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลเรื่อง OTT มีความเป็นไปได้หรือไม่

3)ยุทธศาสตร์เรื่องการส่งเสริมการประกอบกิจการ หาก กสทช. จะส่งเสริมให้มีช่องทางการรับชมภาพและเสียงอีกช่องทางหนึ่งในลักษณะ National Platform จะมีความเป็นไปได้หรือไม่

และ 4) เรื่องการกำหนดคำนิยาม

โดยระหว่างการประชุมวาระนี้ นพ.สรณ บุญชัยใบพฤกษ์ ประธาน กสทช. ระบุว่า สิ่งที่ยังขาดในแผนที่นำทางฉบับนี้คือการกล่าวถึงที่มาที่ไป (Preamble) นอกเหนือจากเพื่อเป็นการเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลที่จะหมดอายุในปี 72 ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง โดยที่พฤติกรรมของผู้ชมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป รวมถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อไป ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ทำให้ต้องมีการประชุมวันนี้ ทั้งในประเด็นเรื่องผู้ประกอบกิจการจะมีอยู่หรือไม่หรือจะเป็นเพียงผู้ผลิตรายการ คลื่นความถี่จะยังคงมีการใช้งานหรือไม่ การประมูลจะยังคงมีอยู่หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดไว้ จึงอาจต้องมีการแก้กฎหมาย

ดังนั้น หากพฤติกรรมการรับชมผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งที่มีอยู่แล้ว กสทช. จะมีการลดหรือเพิ่มช่องทางจึงควรจะต้องนำกลับไปพิจารณา โดยฝากข้อสังเกตว่า เนื่องจากใน (ร่าง) แผนที่นำทางฯ ไม่ได้กล่าวถึงพฤติกรรมการรับชมในอุตสาหกรรมโทรทัศน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และในปี 72 จะต้องมีการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งอุตสาหกรรมฯ มีข้อจำกัดหลายประการอันเนื่องจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป และสำนักงานกสทช.จะนำคลื่นความถี่ใดมาใช้ เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ไม่รู้ว่าคลื่นความถี่เดิมที่อุตสาหกรรมฯ เคยใช้ในการประกอบกิจการนั้น มีความหมายกับอุตสาหกรรมมากน้อยเพียงใด หากแต่รู้ว่าคลื่นความถี่ 3500 MHz มีความหมายกับอุตสาหกรรมอย่างมาก และเป็นประเด็นที่ยังทับซ้อนอยู่

ทั้งนี้ ในการพิจารณา จะพิจารณาเป็นรายเรื่องหรือไม่ หรือจะเป็นการพิจารณารวมแบบเหมาเข่ง ซึ่งไม่สามารถทำได้ โดยจะต้องนำทั้งแผนแม่บทและแผนที่นำทางฯ ไปพิจารณาไตร่ตรองในแต่ละเรื่องก่อนว่าจะปรับอย่างไร

ด้านพล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กล่าวว่า แผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ เป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการ หากไม่ดำเนินการจะทำให้มีความผิด เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องมี และเป็นหน้าที่ของ กสทช. ตามพ.ร.บ..องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 จึงเห็นควรให้ที่ประชุมกลับไปพิจารณา โดยในการนำเสนอครั้งหน้า ไม่อยากให้มีการพิจารณาวนซ้ำ โดยควรจะต้องตัดสินใจว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ อย่างไร เพื่อให้ดำเนินการต่อไป

โดยเห็นว่าที่ประชุมควรมุ่งเน้นที่แผนแม่บทฯก่อน ต้องเร่งรัดให้ทันเวลา ในการพิจารณาครั้งหน้าไม่อยากให้มีการวนซ้ำอีก อยากจะให้ได้ข้อยุติ เพื่อสามารถให้ความเห็นชอบ และดำเนินการต่อไปได้ ขณะที่ ประธาน กสทช.แย้งว่าหากนำเรื่องกลับไปพิจารณาทบทวนแล้ว อาจจะมีประเด็นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกก็เป็นได้ ซึ่งในขณะนี้ยังเปิดกว้างอยู่

ขณะที่ นางสาวพิรงรอง กล่าวว่า ความเห็นของประธาน กสทช. มีความย้อนแย้งว่าให้พิจารณาพฤติกรรมผู้บริโภค พฤติกรรมผู้บริโภคใช้คลื่นความถี่หรือไม่ หรือพิจารณาว่ากลุ่มนี้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตเนื้อหา (Content Developer) เท่านั้น ซึ่งเป็นการลดสภาพของผู้ประกอบการในปัจจุบันให้กลายเป็นผู้นำเข้าเนื้อหา (Feed Content) ให้กับแพลตฟอร์ม ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจว่าหาก กสทช. มองในลักษณะนั้น ควรยุบ กสทช. ไปจะดีกว่าหรือไม่

รวมถึงประเด็นเรื่องอำนาจกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตด้วย หากมองอย่างผู้บริโภค โดยพิจารณาพฤติกรรมเป็นหลัก กสทช. ยิ่งต้องมองว่า กสทช. จะไปกำกับดูแลอย่างไรในอนาคตที่ผู้ชมจะย้ายไปรับชมบนแพลตฟอร์มออนไลน์

แต่อย่างไรก็ดี กสทช.จะต้องไม่ทิ้งผู้ชมฟรีทีวีในแพลตฟอร์มเดิมไว้ข้างหลังด้วย ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยก่อนหน้านี้ได้เคยมีความเห็นในเรื่องนี้ว่า เหตุใดจึงไม่มองแบบก้าวกระโดด (exponentiall) บ้าง เนื่องจากสำนักงาน กสทช.ถูกจำกัดด้วยกรอบกฎหมายที่มีอยู่เช่นกัน แม้จะมีทางออกอยู่บ้าง

ทั้งนี้ ประธาน กสทช. ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. รับเรื่องนี้ไปดำเนินการแยก 4-5 ประเด็นตามที่ พล.อ.ท.. ธนพันธุ์ฯ ได้ช่วยสรุปให้ แล้วนำกลับมาเสนอที่ประชุมอีกครั้งภายในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์เพื่อพิจารณาลงมติต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)